วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555


บทที่ 10 กฎหมายและความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต

บทที่ 10 กฎหมายและความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต



                 ปัจจุบันการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์อย่างมาก จึงทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างแพร่หลาย บุคคลที่ใช้อินเทอร์เน็ตจึงมีหลายจุดประสงค์ ทั้งใช้งานในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และการใช้งานที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลอื่น เพื่อจะได้ปลอดภัย จากภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ต จึงควรศึกษาคู่มือวิธีการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างระเอียด และปฏิบัติตาม เพื่อความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ต (ข้อความจากเวบไซต์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) 

1.       เมื่อเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ควรปรึกษาผู้ใหญ่เกี่ยวกับแนวทางในการใช้ในการใช้อินเทอร์เน็ตต่อวัน และเมื่อผู้ใช้มีความรู้ และคุ้นเคยในการใช้งานจริงบ้างแล้ว จึงค่อยปรับเปลี่ยนแนวทางในใช้เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมต่อไป และควรเขียนแนวทางในการใช้อินเทอร์เน็ตติดไว้ใกล้กับคอมพิวเตอร์ เพื่อความสะดวกในการจัดระบบการใช้อินเทอร์เน็ต
2.       อย่าให้รหัสลับแก่ผู้อื่น
3.       ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ ทุกครั้งที่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
4.       ตรวจทานว่าได้พิมพ์ชื่อเว็บไซด์ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงกด Enter เพื่อจะได้เข้าเว็บไซด์ที่ต้องการได้ถูกต้อง
5.       ปรึกษาผู้ใหญ่ ก่อนเข้าใช้ห้องสนทนาบนอิน เทอร์เน็ต เพราะว่าห้องสนทนาแต่ละห้องมีการสนทนาที่แตกต่างกัน บางห้องอาจไม่เหมาะสม
6.       ถ้าพบเห็นข้อความ หรือสิ่งใด ที่ไม่เหมาะสม หรือ คิดว่าไม่ดีต่อการใช้อินเทอร์เน็ต ควรออกจากเว็บไซด์นั้น และแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบทันที
7.       อย่าส่งรูปภาพของตนเอง หรือรูปภาพของผู้อื่น ให้คนอื่นทางอีเมลล์ ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่เสียก่อน
8.       ถ้าได้รับอีเมลล์ที่มีข้อความไม่เหมาะสมหรือทำให้ไม่สบายใจ ไม่ควรโต้ตอบ และควรบอกให้ผู้ใหญ่ทราบก่อนทันที
9.       บนอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างที่คุณเห็นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป
10.    อย่าบอกอายุจริงของคุณกับคนอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน
11.    อย่าบอกชื่อจริง และนามสกุลจริงกับบุคคลอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษา และขออนุญาตผู้ใหญ่ก่อน
12.    อย่าบอกที่อยู่ ของคุณกับบุคคลอื่น
13.    ปรึกษาผู้ใหญ่ก่อนทุกครั้งที่จะทำการลงทะเบียนใด ๆ บนอินเทอร์เน็ต
14.    อย่าให้หมายเลขของบัตรเครดิตการ์ดของคุณกับบุคคลอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน
15.    ขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ต ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา คุณสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการได้
16.    อย่าเปิดเอกสารหรืออีเมลล์หรือไฟล์ จากบุคคลอื่นที่ไม่รู้จัก เพราะอาจมีไวรัส หรือข้อมูลไม่เหมาะสม มากับเอกสารหรืออีเมลล์นั้น
17.    ควรวางเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ในสถานที่ที่สะดวกในการดูแลเอาใจใส่ เช่น ห้องนั่งเล่น หรือ ห้องส่วนรวม
18.    อย่าตัดสินใจที่จะไปพบบุคคลอื่นซึ่งรู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ และถ้ามีการนัดพบกันไม่ควรไปเพียงลำพัง ควรมีผู้ใหญ่หรือคนที่รู้จักหรือเพื่อนไปด้วย และควรนัดพบกันในที่สาธารณะ
19.    บนอินเทอร์เน็ตข้อมูลต่าง ๆ ที่เราพิมพ์ลงไป บุคคลอื่นที่เราไม่รู้จักสามารถล่วงรู้ได้ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง
20.    อย่าบอกเบอร์โทรศัพท์ของคุณกับบุคคลอื่น ในอินเทอร์เน็ต
21.    พูดคุยกับผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับสถานที่ กิจกรรม และสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็น บนอินเทอร์เน็ตที่ได้พบเห็น ระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต
22.    ใช้ชื่อที่ต่างจากชื่อจริง และชื่อเล่นของตัวเองเพื่อใช้แทนตัวเอง ในขณะใช้อินเทอร์เน็ต
23.    ควรปรึกษาผู้ใหญ่ ถ้าต้องการที่จะให้อีเมลล์แอดเดรสกับบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
24.    ถ้ามีบุคคลอื่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ไม่ควรให้ข้อมูล และควรหยุดการสนทนานั้น
25.    อย่าบอกชื่อ ที่อยู่ของโรงเรียนของคุณ กับบุคคลอื่นบนอินเทอร์เน็ต
26.    ขณะใช้อินเทอร์เน็ตไม่ควรเชื่อคำพูดหรือข้อมูลของบุคคลอื่น เพราะการปลอมตัวทำได้ง่าย และอาจไม่เป็นความจริง
27.    อย่าทำสิ่งผิดกฎหมายบนอินเตอร์เน็ต เช่น ถ้าไม่เคยใช้บัตรเครดิต ก็ไม่ควรกรอกข้อมูลในการซื้อของ โดยใช้บัตรเครดิต บนอินเทอร์เน็ต
28.    เมื่อมีใครบางคนให้เงินหรือของขวัญ ฟรี ๆ กับคุณ ควรบอกปฏิเสธ และบอกให้ผู้ใหญ่ทราบทันที
29.    อย่าใช้คำไม่สุภาพ ขณะใช้อินเทอร์เน็ต
30.    คุณสามารถออกจากอินเทอร์ได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ต

                  การ ใช้งานอินเตอร์เน็ตนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่, Business Center ของโรงแรม หรือสถานที่ใดๆ ที่ให้บริการ สิ่งหนึ่งที่พบก็คือการขาดความดูแลในเรื่องของการให้บริการ security สำหรับส่วนของลูกค้า ดังนั้นเราในฐานะผู้ใช้งานคงจำเป็นต้องดูแล เรื่องข้อมูลของเราด้วยตัวเอง โดยเฉพาะรหัสผ่านในการเข้าถึงเมล์ของเรา

กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบางประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีกฎหมายควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต ก็ยังไม่สามารถควบคุมภัยล่อลวงต่าง ๆ จากสื่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเด็ดขาดเต็มที่โดยเฉพาะควบคุมดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบนสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นก็ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะการเผยแพร่สื่อสารลามกหรือบ่อนการพนัน
ซึ่งปัญหาดังกล่าว นอกจากจะเกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคลในการเข้าถึงข้อมูล การก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ยังอาจจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอีกด้วย อีกทั้งลักษณะพิเศษของข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะเป็นใยแมงมุม  ซึ่งระบบกระจายความรับผิดชอบไม่มีศูนย์กลางของระบบ และเป็นเครือข่ายข้อมูลระดับโลกยากต่อการควบคุม และเป็นสื่อที่ไม่มีตัวตน หรือแหล่งที่มาที่ชัดเจน ทั้งผู้ส่งข้อมูล หรือผู้รับข้อมูล
             ดังนั้นกฎหมายที่จะมากำกับดูแล หรือควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต จะต้องเป็นกฎหมายลักษณะพิเศษ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล  แต่ความแตกต่างในระบบการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ในแต่ละ
ประเทศยังเป็นปัญหาอุปสรรค 
 ในการร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลเป็นกฎหมายยังคงอยู่ในระยะที่กำลังสร้างกฎเกณฑ์กติกาขึ้นมากำกับบริการอินเทอร์เน็ต

ประเทศไทยกับการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
            กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม 2541 โดยคณะ กรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติเรียก (กทสช) ได้ทำการศึกษาและยกร่างกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับ ได้แก่                1. กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Law) 
                        
เพื่อรับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอด้วยกระดาษ อันเป็นการรองรับนิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมอาจจะจัดทำขึ้นในรูปแบบของหนังสือให้เท่าเทียมกับนิติสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่จัดทำขึ้นให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวมตลอดทั้งการลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
                2.
 กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signatures Law)
                        
เพื่อรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระบวนการใด ๆ ทางเทคโนโลยีให้เสมอด้วยการลงลายมือชื่อธรรมดา อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากขึ้นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้มีการกำกับดูแลการให้บริการ เกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตลอดจนการให้ บริการอื่น ที่เกี่ยวข้องกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

                3. กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน(National Information Infrastructure Law)                         
เพื่อก่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ อันได้แก่ โครงข่ายโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ สารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสำคัญอื่น ๆ อันเป็นปัจจัยพื้นฐาน สำคัญในการพัฒนาสังคม และชุมชนโดยอาศัยกลไกของรัฐ ซึ่งรองรับเจตนารมณ์สำคัญประการหนึ่งของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ในการกระจายสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน และนับเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการปกครองตนเองพัฒนาเศรษฐกิจภายในชุมชน และนำไปสู่สังคมแห่งปัญญา และการเรียนรู้                4. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law)
                           
เพื่อก่อให้เกิดการรับรองสิทธิและให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจถูกประมวลผล เปิดเผยหรือเผยแพร่ถึงบุคคลจำนวนมากได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยอาศัยพัฒนาการทางเทคโนโลยี จนอาจก่อให้เกิดการนำข้อมูลนั้นไปใช้ในทางมิชอบอันเป็นการละเมิดต่อเจ้าของข้อมูล ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และความมั่นคงของรัฐ                5.กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law)
                           
เพื่อกำหนดมาตรการทางอาญาในการลงโทษผู้กระทำผิดต่อระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล และระบบเครือข่าย  ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของสังคม
                6. กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer Law)
                          เพื่อกำหนดกลไกสำคัญทางกฎหมายในการรองรับระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เป็นการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ในรูปของเงินอิเล็กทรอนิกส์ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบการทำธุรกรรมทางการเงิน และการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น

 มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรรมทางคอมพิวเตอร์  ได้จัดแบ่งออกเป็น  4  ประเภท  ดังต่อไปนี้
มาตรการด้านเทคโนโลยี         
         การต่อต้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบนี้  จะป้องกันได้โดยที่ผู้ใช้สามารถนำระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ  มาติดตั้งในการใช้งาน  เช่น  ระบบการตรวจจับการบุกรุก  (Intrusion  Detection)  หรือการติดตั้งกำแพงไฟ  (Firewall) เพื่อป้องกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของตนให้มีความปลอดภัย  ซึ่งนอกเหนือจากการติดตั้งเทคโนโลยีแล้วการตรวจสอบเพื่อประเมินความเสี่ยง  เช่น  การจัดให้มีระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงและการให้การรับรอง  (Analysis  Risk  and  Security  Certification)  รวมทั้งวินัยของผู้ปฏิบัติงาน  ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ  มิเช่นนั้นการติดตั้งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการป้องกันปัญหาด้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์  ก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด
มาตรการด้านกฎหมาย
                มาตรการด้านกฎหมายเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้นำมาใช้ในการต่อต้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์  โดยการบัญญัติหรือตรากฎหมายเพื่อกำหนดว่าการกระทำใดบ้างที่มีโทษทางอาญา  ในปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  ดังนี้
1.       กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ  เป็นกฎหมายหนึ่งในหกฉบับที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ  ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  ซึ่งมีสาระสำคัญ  2  ส่วนหลัก  คือ
1.1  การกำหนดฐานความรับผิดและบทลงโทษเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์  เช่น  ความผิดเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่มีอำนาจ  (Illegal  Access)  ความผิดฐานลักลอบดักข้อมูลคอมพิวเตอร์  (Illegal  Interception)  หรือความผิดฐานรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์  และระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ  (Interference  Computer  Data  and  Compute  System)  ความผิดฐานใช้อุปกรณ์ในทางมิชอบ  (Misuse  of  Devices)  เป็นต้น
1.2  การให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าพนักงานในการปราบปรามการกระทำความผิด  นอกเหนือเพิ่มเติมไปจากอำนาจโดยทั่วไปที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น ๆ  เช่น  การให้อำนาจในการสั่งให้ถอดรหัสข้อมูลคอมพิวเตอร์  อำนาจในการเรียกดูข้อมูลจราจร  (Traffic  Data)  หรืออำนาจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้นในบางกรณี
2.  กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  นอกเหนือจากกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ปัจจุบันมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ตราขึ้นใช้บังคับแล้ว  และที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรานิติบัญญัติที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการป้องกันหรือปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์  เช่น
2.1  พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม  พ.ศ.  2544  มาตรา  74  ซึ่งกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับการดักรับไว้  หรือใช้ประโยชน์  หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร  หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2.2  กฎหมายอื่นที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ  ได้แก่  ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา  โดยเป็นการกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับการปลอมหรือแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์  ตลอดจนกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับการใช้  มีไว้เพื่อใช้  นำเข้า  หรือส่งออก  การจำหน่ายซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมหรือแปลง  และลงโทษบุคคลที่ทำการผลิตหรือมีเครื่องมือในการผลิตบัตรดังกล่าว  และบทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งสำเนาหมายอาญาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
                เป็นมาตรการสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์สัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติได้นั้นคือ  มาตรการด้านความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง  ทั้งภาครัฐและเอกชน  ซึ่งมิได้จำกัดเพียงเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงหน่วยงานอื่น ๆ  ที่อาจเกี่ยวข้อง  ไม่ว่าจะเป็นในด้านของผู้พัฒนาระบบ  หรือผู้กำหนดนโยบายก็ตาม  นอกเหนือจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ  แล้วสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานด้านความปลอดภัยของเครือข่ายเพื่อรับมือกับปัญหาฉุกเฉินด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ขึ้นโดยเฉพาะ  และเป็นศูนย์กลางคอยให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ  รวมทั้งให้คำปรึกษาถึงวิธีการ  หรือแนวทางแก้ไข  ซึ่งปัจจุบันศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติหรือเนคเทค  ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ประเทศไทย  (Thai  Computer  Emergency  Response  Team  ThaiCERT)  เพื่อเป็นหน่วยงานให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการตรวจสอบและการักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์แก่ผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน  รวมทั้งเป็นหน่วยงานรับแจ้งเหตุการณ์ที่มีการละเมิดความปลอดภัยคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น
มาตรการทางสังคม        
                ในปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตไปในทางไม่ชอบหรือฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย  ทั้งดารการเผยแพร่เนื้อหาอันไมเหมาะสม  ไม่ว่าจะเป็นสื่อลามกอนาจาร  ข้อความหมิ่นประมาท  การชักจูงล่อลวง  หลอกลวงเด็กและเยาวชนไปในทางที่เสียหาย  หรือพฤติกรรมอื่นอันเป็นภัยต่อสังคม  โดยคาดการณ์ว่าการกระทำ  หรือพฤติกรรมดังกล่าวจะมีปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วนการใช้งานของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต  อันส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนของชาติ  ดังนั้น  หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้เร่งรณรงค์ในการป้องกันปัญหาดังกล่าวร่วมกันเพื่อดูแลและปกป้องเด็กและเยาวชนจากผลกระทบดังกล่าว  ซึ่งสามารถสรุปได้  ดังต่อไปนี้
1.    มาตรการเร่งด่วนของคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ
คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ  (กทสช.)  ได้มีมติเห็นชอบต่อมาตรการเร่งด่วนเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ต  เมื่อวันที่  20  กรกฎาคม  2544 ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการด้านนโยบายอินเทอร์เน็ตสำหรับประเทศไทย  ซึ่งมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  (NECTEC)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  (สวทช.)  หน่วยงานภายใต้การดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะอนุกรรมการกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือตามลำดับ  คือการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อประโยชน์ในการสืบสวน  สอบสวน  และรวบรวมพนายหลักฐาน  การสกัดกั้นการเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม  รวมทั้งการรับแจ้งเหตุเมื่อมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น  เช่น
1.1      การสื่อสารแห่งประเทศไทย  และบริษัท  ทศท.คอร์ปอเรชั่น  จำกัด  (มหาชน)  ได้กำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต  (ISP)  และผู้ให้บริการโทรศัพท์ทุกราย  ให้ความร่วมมือในการตั้งนาฬิกาของอุปกรณ์สื่อสาร  และอุปกรณ์ให้บริการให้ตรงกัน  เพื่อบันทึกข้อมูลการบันทึกการเข้าออกจากระบบ  รวมทั้งการบันทึกและเก็บข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ใช้บริการ  (Log  File  for  User  Access)  พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ต้นทาง  (Caller  ID)  เป็นระยะเวลาอย่างน้อย  3  เดือน
1.2      ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต  (ISP)  กำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายระงับการเผยแพร่เนื้อหาอันมีข้อความหรือภาพที่ไม่เหมาะสม  และสกัดกั้นมิให้ผู้ใช้เข้าถึงแหล่งข้อมูลที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม
1.3      สำนักงานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ  ให้สำนักงานคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ทั้งฝ่ายเทคนิคและฝ่ายกฎหมายในการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุบนอินเทอร์เน็ต  (Hot  Line)  เมื่อพบเห็นการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ตรวมทั้งสอดส่องดูแลการให้บริการของร้านบริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มิให้เป็นในทางที่ไม่ชอบ
2.   มาตรการระยะยาวของคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ
สืบเนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์เครือข่าย  และการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารทางอินเทอร์เน็ต  เป็นปัญหาซึ่งมาตรการทางกฎหมายในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ  คณะรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  (NECTEC)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  (สวทช.)  ทำหน้าที่เลขานุการในการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดฐานความผิด  ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกล่าวคือ  ร่างกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์  เพื่อบรรเทาปัญหาสังคมและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นในระยะยาว
3.   การดำเนินการของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  (NECTEC)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  (สวทช.)
3.1      การจัดทำฐานข้อมูลรวบรวมเว็บไซต์  หรือพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตในทางไม่เหมาะสม  เพื่อประโยชน์ในการศึกษา  ติดตาม  และเฝ้าระวังพฤติกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต  หรือการเผยแพร่เนื้อหารทางอินเทอร์เน็ตในทางไม่เหมาะสม
3.2      รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยประจำปี  นับเนื่องมาตั้งแต่ปี 2543  โดยเป็นการสำรวจการใช้แบบทั่งไปรวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม
3.3      การรณรงค์การท่องอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและได้ประโยชน์  ด้วยการให้ความรู้แก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้อง  การปลูกฝังคุณธรรม  จรรยาบรรณ  หรือจริยธรรม  นับเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการปกป้องเด็ก  เยาวชน  และสังคม  จากการใช้อินเทอร์เน็ตโดยไม่เหมาะสม  หรือฝ่าฝืนต่อบรรทัดฐานและครรลองที่ดีงามของสังคม  หรือฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย  เช่น  การจัดทำหนังสือท่องอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและได้ประโยชน์  เป็นต้น
3.4      โครงการ  Training  for  The  Trainers  สืบเนื่องจากการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์  หรือการเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม  ซึ่งคุกคามความสงบสุขของสังคมไทย  ทำให้มีความจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของบุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขานิติศาสตร์  ให้เตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว  และเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการใช้บังคับกฎหมาย  การทำความเข้าใจศาสตร์ด้านวิทยาการทางคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ  ประกอบกับกฎหมายที่ตราขึ้นรองรับปัญหาดังกล่าว  จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้  ความเข้าใจ  ทางเทคนิค  และกฎหมายเฉพาะด้าน  ดังนั้น  โครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ  สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีแห่งชาติ  จึงได้พัฒนาโครงการ  Training  for  The  Trainers  ขึ้น  โดยจัดอบรมความรู้ทั้งด้านเทคนิค  นโยบาย  และกฎหมายให้แก่กลุ่มบุคลากรขององค์กรต่าง ๆ  เช่น  สำนักงานศาลยุติธรรม  สำนักงานอัยการสูงสุด  สภาทนายความ  และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
3.5      การรณรงค์และสำรวจเกี่ยวกับการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารโดยหน่วยงานอื่น  เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้อง  รวมทั้งการสำรวจการเผยแพร่สื่ออันไม่เหมาะสม  ที่มีผลกระทบต่อเด็ก  เยาวชน  และสังคม
ภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ต
                ภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ตที่จัดอยู่ในรูปแบบของการล่อลวง  โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย  (http://ictlaw.thaigov.net/ictlaws.html)
โปรแกรมรหัสลับ  (Encryption  Software)
                โปรแกรมนี้จะล็อกแฟ้มข้อมูลหรือข้อความไว้  เพื่อให้เปิดได้เฉพาะในหมู่ผู้ใช้ที่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดเดียวกัน  หรือมี  “รหัสผ่าน”  หรือ  “Password”  ที่ใช้เปิดแฟ้มนี้  อาจเป็นชุดตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาแบบสุ่ม  โปรแกรมชนิดนี้โดยทั่วไปนิยมใช้กันในเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ  เช่น  ที่เปิดประตูอัตโนมัติ  เครื่องกดเงินด่วน  (ATM)  เป็นต้น
                หลายประเทศต้องการควบคุมเนื้อหา  หรือข้อมูลที่เก็บไว้ในโปรแกรมเหล่านี้  จึงมีความพยายามที่จะควบคุม  เช่น  มีข้อกำหนดให้ผู้สร้าง  หรือผู้ใช้ซอฟต์แวร์แปลงรหัสต้องยื่นเรื่องกับรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่  เพื่อให้ผู้รักษากฎหมายสามารถเข้าไปอ่านแฟ้มเหล่านี้ได้  มีผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้  เห็นด้วยที่รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต  แต่มีผู้คัดค้านจำนวนมากที่กลัวว่าจะมีการใช้ระบบนี้ไปในทางที่ผิด  โดยชี้ให้เห็นว่า  อาจเกิดผิดพลาดทางเทคนิคและทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดจากระบบนี้  เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลจีนได้กำหนด  ให้มีการลงทะเบียน  “รหัสผ่าน”  ของโปรแกรมแปลงรหัสกับรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว
โปรแกรมแปลงภาพและแต่งภาพ
                เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ก่อให้เกิดสื่อด้านลามกขึ้นมากมายเพราะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับใช้การตกแต่งภาพและแปลงภาพในรูปแบบต่าง ๆ  เช่น  โปรแกรม  Photoshops,  Illustrator  หรือ Photo  Editor  ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เหล่านี้  เมื่อนำไปใช้ในทางที่ถูกต้องก็จะทำให้เกิดภาพที่สวยงาม  หรือเป็นการสร้างภาพงานศิลปะ  เช่น  การปรับแต่งรูปภาพนางแบบสำหรับนิตยสารเพื่อช่วยให้ได้ภาพที่สวยงาม  ในส่วนใดที่มีข้อบกพร่องก็สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการแต่งเติมรูปภาพได้  แต่ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นระบบที่เปิดกว้างในการใช้งานกับบุคคลทุกคน  ซึ่งจะมีทุกกลุ่มบุคคลและทุกประเภทที่สามารถเข้ามาใช้งานโดยมีบางคนที่ขาดคุณธรรม  จริยธรรมในการใช้งานอินเทอร์เน็ต  ซึ่งได้นำภาพที่ไม่เหมาะสมของกลุ่มคนที่มีชื่อเสียง  เช่น  ดารา  นักร้อง  หรือนำภาพของบุคคลเหล่านั้นไปใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการตกแต่งภาพ  ซึ่งเป็นภาพที่บิดเบือนจากความเป็นจริง  โดยส่วนมากจะเป็นภาพที่สื่อให้เกิดภาพอนาจาร  แล้วนำไปเผยแพร่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่บุคคลนั้น  นับว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล  ในอดีตจะไม่มีการคุ้มครอง  ซึ่งบุคคลที่กระทำการแปลงภาพเหล่านี้จะไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย  แต่ในปัจจุบันได้มีการออกกฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมาเพื่อดำเนินคดีสำหรับผู้กระทำการปลอมแปลงภาพ  โดยจะถือว่าผู้ใดที่ทำการปลอมแปลงภาพซึ่งบิดเบือนจากความเป็นจริง  ถือว่ากระทำการที่ผิดกฎหมาย
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์        
                เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน  และเป็นการเปิดโลกกว้างในการสื่อสารของโลกยุคปัจจุบันจนเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย  แต่อย่างไรก็ตาม  เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีทั้งจุดเด่น  และจุดด้อย  ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายบนโลกของการสื่อสาร  หรือแม้แต่ก่อให้เกิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์  ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่นับว่ายิ่งมีความรุนแรงและหลากหลายรูปแบบเพิ่มมากขึ้น  ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเป็นแหล่งสำคัญที่จะถูกโจมตีได้ง่าย  และมีปัญหามากที่สุด  คือไวรัสคอมพิวเตอร์  ซึ่งส่วนมากจะถูกเผยแพร่มาจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน  เช่น  การแนบไฟล์ไวรัสมากับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์  เป็นต้น  นับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหน่วยงานทุกหน่วยงาน  ที่นำระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน  ดังนั้น  ทุกหน่วยงานจึงต้องตระหนักในปัญหานี้  และต้องหาทางป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ  จึงควรจะมีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านรักษาความปลอดภัย  พร้อมกันนี้จะต้องมีซอฟต์แวร์  และฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการถูกโจมตีจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีทั้งหลายนั้น  เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหน่วยงาน  โดยจะต้องมีการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งระบบการโจมตีที่พบบ่อย ๆ  ได้แก่
1.       Hacker  คือ  ผู้ที่มีความสนใจด้านคอมพิวเตอร์ที่ลึกลงไปในส่วนของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์  โดยส่วนมาก  hacker  จะเป็นโปรแกรมเมอร์   ดังนั้น  Hacker  จึงได้รับความรู้ขั้นสูงเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์  และภาษาคอมพิวเตอร์  (Programming  Language)  พวกเขาจะค้นหาจุดอ่อนของระบบ  โดยจะเป็นประเภทกลุ่มบุคคลที่ชอบค้นคว้า  อยากรู้อยากเป็น  อยากทดลอง  โดย Hacker  จะไม่มีเจตนาร้ายในการทำลายข้อมูล
2.       Cracker  คือ  บุคคลที่บุกรุกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นเพื่อทำลายข้อมูลที่สำคัญ  ทำให้เกิดปัญหาในระบบคอมพิวเตอร์ของกลุ่มเป้าหมาย
3.       Phoneker  คือ  กลุ่มบุคคลที่จัดอยู่ในพวก  Cracker  โดยมีลักษณะของการกระทำไปทางด้านโทรศัพท์  และการติดต่อสื่อสารผ่านตัวกลางต่าง ๆ  เพียงอย่างเดียว  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการใช้โทรศัพท์ฟรี  หรือแอบดักฟังโทรศัพท์เท่านั้น
4.       Buffer  Overflow  เป็นรูปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด  แต่ทำอันตรายให้กับระบบได้มากที่สุด  โดยอาชญากรจะอาศัยจุดอ่อนของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์  และขีดจำกัดของทรัพยากรระบบมาใช้ในการจู่โจม  เมื่อมีการส่งคำสั่งให้เครื่องแม่ข่าย  เป็นปริมาณมาก ๆ  ในเวลาเดียวกัน  ซึ่งจะส่งผลให้เครื่องไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ  หน่วยความจำไม่เพียงพอ  จนกระทั้งเกิดการแฮงค์ของระบบ
5.       Backdoors  หรือ  ประตูด้านหลัง  โดยปกตินักพัฒนาระบบมักจะสร้าง  Backdoors  เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน  ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ถูกโจมตีได้  ถ้าอาชญากรรู้ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Backdoors  เปิดเข้าไปโจมตีระบบได้
6.       CGI  Seript  ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมมากในการพัฒนาเว็บไซต์  ก็มักเป็นช่องโหว่ที่รุนแรงอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน
7.       Hidden  HTML  การสร้างฟอร์มด้วยภาษา  HTML  และสร้างฟิลด์เก็บรหัสแบบ  hidden  จะเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้กับอาชญากรได้เป็นอย่างดี  โดยการเปิดดูรหัสคำสั่ง  (Source  Code)  ก็สามารถตรวจสอบและทำการใช้งานได้ทันที
8.       Failing  to  Update  การประกาศจุดอ่อนของซอฟต์แวร์  เพื่อให้ผู้ใช้นำไปปรับปรุงเป็นทางหนึ่งที่อาชญากรนำไปจู่โจมระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์นั้นได้เช่นกัน
9.       Illegal  Browsing  ธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตต้องส่งค่าต่าง ๆ  ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์แม้กระทั่งรหัสผ่านต่าง ๆ  ซึ่งเว็บเบราว์เซอร์บางรุ่นจะไม่มีความสามารถในการเข้ารหัส  หรือป้องกันการเรียกดูข้อมูล  นี่ก็คือจุดอ่อนของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกัน
10.  Malicious  Scrips   การเขียนโปรแกรมไว้ในเว็บไซต์  แล้วผู้ใช้เรียกเว็บไซต์ดูบนเครื่องของตน  อาชญากรจะเขียนโปรแกรมแฝงในเอกสารเว็บ  เมื่อถูกเรียกโปรแกรมนั้นจะถูกดึงไปประมวลผลในเครื่องฝั่งไคลเอนท์  และทำงานตามที่กำหนดไว้อย่างง่ายดาย  โดยเราเองไม่รู้ว่าได้เป็นผู้สั่งให้เครื่องทำการประมวลผลโปรแกรมนั้นด้วยตนเอง
11.  Poison  Cookies  หรือขนมหวานอิเล็กทรอนิกส์  ที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ   ตามแต่จะกำหนดจะถูกเรียกทำงานทันทีเมื่อมีการเรียกดูเว็บไซต์ที่บรรจุคุกกี่ชิ้นนี้  และจะทำการเขียนโปรแกรมแฝงอีกชิ้นให้ส่งคุกกี้ที่บันทึกข้อมูลต่าง ๆ  ของผู้ใช้ส่งกลับไปยังอาชญากร
12. ไวรัสคอมพิวเตอร์  คือ  โปรแกรมที่มีความสามารถในการแก้ไขดัดแปลงโปรแกรมอื่นเพื่อที่จะทำให้โปรแกรมนั้น  สามารถเป็นที่อยู่ของมันได้  และสามารถให้มันทำงานได้ต่อไปเรื่อย ๆ  เมื่อเรียกใช้โปรแกรมที่ติดเชื้อไวรัสนั้น
ในปี  ค.ศ.  1983  นาย  Fred  Cohen  นักศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้า  ที่มหาวิทยาลัยเซาเทอร์นแคลิฟอร์เนีย  ได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถทำลายล้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้ายกัน  เปรียบเสมือนเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายเข้าสู่ตัวคน  และเรียกโปรแกรมดังกล่าวว่า  “Computer  Virus”  และชื่อนี้ก็ได้ใช้เรียกโปรแกรมชนิดนี้นับแต่นั้นมา
13.  บุคลากรในหน่วยงาน  ที่ลาออกหรือถูกให้ออกจากงานไปแล้ว  แต่เป็นบุคคลที่มีรหัสผ่านในการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงาน  ก็จะเป็นปัญหาของอาชญากรรมได้เช่นกัน
จากรายงานผลสำรวจอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และความปลอดภัยของสถาบันด้านความปลอดภัยและสำนักสืบสวนสอบสวนกลาง  (CSI/FBI)  ของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งรวบรวมจากการสอบถามองค์กรทั้งภาครัฐ  สถาบันการเงิน  สถาบันยา  องค์กรธุรกิจ  และมหาวิทยาลัย  รวมทั้งสิ้น  495  แห่ง
        อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ  10  อันดับ  ได้แก่
1.   การทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้
2.   การขโมยข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต  โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับต่าง ๆ  เช่น  ข้อมูลบัตรเครดิต  เป็นต้น
3.   การโจมตีระบบจากคนภายในองค์กร
4.    การโจมตีระบบเครือข่ายไร้สาย
5.    การฉ้อโกงเงิน  โดยใช้คอมพิวเตอร์แอบโอนเงินจากบัญชีผู้อื่นเข้าบัญชีตนเอง
6.   การถูกขโมยคอมพิวเตอร์  Notebook
7.   การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
8.   การฉ้อโกงด้านโทรคมนาคม
9.  การใช้เว็บแอพพลิเคชั่นด้านสาธารณะในทางที่ผิด  โดยใช้คอมพิวเตอร์แพร่ภาพ  เสียง  ลามก  อนาจาร  และข้อมูลไม่เหมาะสม
10.การเปลี่ยนโฉมเว็บไซต์  โดยไม่ได้รับอนุญาต
จากหลากหลายรูปแบบของการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์  ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ  ให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัยของระบบข้อมูล  และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์  โดยจะลงทุนด้านเทคโนโลยี  ด้านการใช้ซอรฟต์แวร์ป้องกันไวรัส  การสร้างไฟร์วอล  หรือกำแพงไฟ  การจัดทำรายชื่อผู้เข้ามาใช้เครือข่าย  รวมถึงการเข้ารหัสข้อมูล  เป็นต้น
บัญญัติ  10  ประการ  ด้านความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ต          
1.   ตั้งรหัสผ่านที่ยากแก่การเดา
2.   เปลี่ยนรหัสผ่านสม่ำเสมอ  เช่น  ทุก  3  เดือน
3.   ปรับปรุงโปรแกรมป้องกันไวรัสตลอดเวลา
4.    ให้ความรู้แก่บุคลากรในเรื่องความปลอดภัยในการรับไฟล์  หรือการดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ต  เช่น  อีเมล  เว็บไซต์
5.   ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับเครือข่ายอ่างสมบรูณ์
6.  ประเมินสถานการณ์ของความปลอดภัยในเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ
7.   ลบรหัสผ่าน  และบัญชีการใช้ของพนักงานที่ออกจากหน่วยงานทันที
8.   วางระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงระบบของพนักงานจากภายนอกหน่วยงาน
9.    ปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ
10. ไม่ใช้การบริการบางตัวบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างไม่จำเป็น  เช่น  การดาวน์โหลดโปรแกรมเกม  เพราะไวรัสคอมพิวเตอร์มักจะถูกแฝงมากับโปรแกรมเกมต่าง ๆ  ได้
วิธีการประกอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
1.     Data  Diddling  คือ  การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต  หรือระหว่างที่กำลังบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์  การเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวนี้สามารถกระทำโดยบุคคลที่สามารถเข้าถึงตัวข้อมูลได้  เช่น  พนักงานที่มีหน้าที่บันทึกเวลาการทำงานของพนักงานทั้งหมดทำการแก้ไขตัวเลขชั่วโมงการทำงานของคนอื่นมาลงเป็นชั่วโมงการทำงานของตนเอง  เป็นต้น
2.    Trojan  Horse  คือ  การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่แฝงไว้ในโปรแกรมที่มีประโยชน์เมื่อถึงเวลาโปรแกรมที่ไม่ดีจะปรากฏตัวขึ้นเพื่อปฏิบัติการทำลายข้อมูล  วิธีนี้มักจะใช้กับการฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์  หรือการทำลายข้อมูล  หรือระบบคอมพิวเตอร์
3.     Salami  Techniques  คือ  วิธีการปัดเศษจำนวนเงิน  เช่น  ทศนิยมตัวที่  3  หรือปัดเศษทิ้งให้เหลือแต่จำนวนเงินที่สามารถจ่ายได้  แล้วนำเศษทศนิยมหรือเศษที่ปัดทิ้งมาใส่ในบัญชีของตนเอง  หรือของผู้อื่น  ซึ่งจะทำให้ผลรวมบัญชียังคงสมดุล  (Balance)  และจะไม่มีปัญหากับระบบควบคุมเนื่องจากไม่มีการนำเงินออกจากระบบบัญชี  นอกจากใช้กับการปัดเศษเงินแล้ววิธีนี้อาจใช้กับระบบการตรวจนับของในคลังสินค้า
4.     Superzapping  มาจากคำว่า  “Superzap”  เป็นโปรแกรม  “Marcro  Utility”  ที่ใช้กับศูนย์คอมพิวเตอร์ของบริษัท  IBM  เพื่อใช้เป็นเครื่องมือของระบบ  (System  Tool)  ทำให้สามารถเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ได้ในกรณีฉุกเฉิน  เสมือนเป็นกุญแจผีที่จะนำมาใช้เมื่อกุญแจดอกอื่นหายหรือมีปัญหา  โปรแกรมอรรถประโยชน์  (Utility  Program)  อย่างเช่นโปรแกรม  Superzap  จะมีความเสี่ยงมากหากตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่หวังดี
5.   Trap  Doors  เป็นการเขียนโปรแกรมที่เลียนแบบคล้ายหน้าจอปกติของระบบคอมพิวเตอร์เพื่อลวงผู้ที่มาใช้คอมพิวเตอร์  ทำให้ทราบถึงรหัสประจำตัว  (ID  Number)  หรือรหัสผ่าน  (Password)  โดยโปรแกรมนี้จะเก็บข้อมูลที่ต้องการไว้ในไฟล์ลับ
6.   Logic  Bombs  เป็นการเขียนโปรแกรมคำสั่งอย่างมีเงื่อนไขไว้  โดยโปรแกรมจะเริ่มทำงานต่อเมื่อมีสภาวะ  หรือสภาพการณ์ตามที่ผู้สร้างโปรแกรมกำหนด  สามารถใช้ติดตามดูความเคลื่อนไหวของระบบบัญชี  ระบบเงินเดือนแล้วทำการเปลี่ยนแปลงตัวเลขดังกล่าว
7.   Asynchronous  Attack  เนื่องจากการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์เป็นการทำงาน Asynchronous  คือ  สามารถทำงานหลาย ๆ  อย่างพร้อมกัน  โดยการประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นจะเสร็จไม่พร้อมกัน  ผู้ใช้งานจะทราบว่างานที่ประมวลผลเสร็จหรือไม่ก็ต่อเมื่อเรียกงานนั้นมาดูระบบดังกล่าวก่อให้เกิดจุดอ่อน  ผู้กระทำความผิดจะฉวยโอกาสในระหว่างที่เครื่องกำลังทำงานเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง  หรือกระทำการอื่นใดโดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น
8.   Scavenging  คือ  วิธีการที่จะได้ข้อมูลที่ทิ้งไว้ในระบบคอมพิวเตอร์  หรือบริเวณใกล้เคียงหลังจากเสร็จการใช้งานแล้ว  วิธีที่ง่ายที่สุด  คือค้นหาตามถึงขยะที่อาจมีข้อมูลสำคัญไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์  หรือรหัสผ่านหลงเหลืออยู่  หรืออาจใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนทำการหาข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์  เมื่อผู้ใช้เลิกใช้งานแล้ว
9.     Data  Leakage  คือ  การทำให้ข้อมูลรั่วไหลออกไป  อาจโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  เช่น  การแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ในขณะที่กำลังทำงานคนร้ายอาจตั้งเครื่องดักสัญญาณไว้ใกล้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อรับข้อมูลตามที่ตนเองต้องการ
10.Piggybacking  วิธีการดังกล่าวสามารถทำได้ทั้งทางภายภาพ  (Physical)  การที่คนร้ายจะลักลอบเข้าไปในประตูที่มีระบบรักษาความปลอดภัย  คนร้ายจะรอให้บุคคลที่มีอำนาจ  หรือ  ได้รับอนุญาตมาใช้ประตูดังกล่าว  เมื่อประตูเปิดและบุคคลคนนั้นได้เข้าไปแล้ว  ค้นร้ายก็ฉวยโอกาสตอนที่ประตูยังไม่ปิดสนิทแอบเข้าไปได้  ในทางอิเล็กทรอนิกส์ก็เช่นเดียวกัน  อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ใช้สายสื่อสารเดียวกันกับผู้ที่มีอำนาจใช้  หรือได้รับอนุญาต  เช่น  ใช้สายเคเบิล  หรือโมเด็มเดียวกัน
11.Impersonation  คือ  การที่คนร้ายแกล้งปลอมเป็นบุคคลอื่นที่มีอำนาจ  หรือได้รับอนุญาต  เช่น  เมื่อคนร้ายขโมยบัตรเอทีเอ็มของเหยื่อได้ก็จะโทรศัพท์และแกล้งทำเป็นเจ้าพนักงานของธนาคาร  และแจ้งให้เหยื่อทราบว่ากำลังหาวิธีป้องกันมิให้เงินในบัญชีของเหยื่อสูญหายจึงบอกให้เหยื่อเปลี่ยนรหัสประจำตัว  (Personal  Identification  Number  :  PIN )  โดยเหยื่อบอกรหัสเดิมก่อน  คนร้ายจึงทราบหมายเลขรหัส  และได้เงินของเหยื่อไป
12.  Wiretapping  เป็นการลักลอบดักฟังสัญญาณการสื่อสารโดยเจตนาที่จะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสาร  หรือที่เรียกว่าโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ  โดยการกระทำความผิดดังกล่าวกำลังเป็นที่หวาดวิตกกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมาก
13.Simulation  and  Modeling  ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนการควบคุมและติดตามความเคลื่อนไหวในการประกอบอาชญากรรม  และกระบวนการดังกล่าวก็สามารถใช้โดยอาชญากร  ในการรสร้างแบบจำลองในการวางแผนเพื่อประกอบอาชญากรรมได้เช่นกัน  เช่น  ในกิจการประกันภัยมีการสร้างแบบจำลองในการปฏิบัติการ  หรือช่วยในการตัดสินใจในการทำกรมธรรม์ประกันภัย  โปรแกรมสามารถทำกรมธรรม์ประกันภัยปลอมขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  ส่งผลให้บริษัทประกันภัยล้มละลาย  เมื่อถูกเรียกร้องให้ต้องจ่ายเงินให้กับกรมธรรม์ที่ขาดต่ออายุ  หรือกรมธรรม์ที่มีการจ่ายเงินเพียงการบันทึก  (จำลอง)  แต่ไม่ได้รับเบี้ยประกันจริง  หรือต้องจ่ายเงินให้กับกรมธรรม์ที่เชื่อว่ายังไม่ขาดอายุความ
ประเภทของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
สามารถแบ่งประเภทของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้  5  ประเภท  คือ
1.       พวกมือใหม่หรือมือสมัครเล่น  อยากทดลองความรู้  และส่วนใหญ่จะมิใช่ผู้ที่เป็นอาชญากรโดยนิสัย  มิได้ดำรงชีพโดยการกระทำผิด
2.       นักเจาะข้อมูล  (Hacker)  ผู้ที่ชอบเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น  พยายามหาความท้าทายทางเทคโนโลยีเข้าไปในเครือข่ายของผู้อื่นโดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
3.       อาชญากรในรูปแบบเดิมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ  เช่น  พวกลักเล็กขโมยน้อยที่พยายามขโมยบัตร  ATM  ของผู้อื่น
4.       อาชญากรมืออาชีพ  คนพวกนี้จะดำรงชีพจากการกระทำความผิด  เช่น  พวกที่มักจะใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีฉ้อโกงสถาบันการเงิน  หรือการจารกรรมข้อมูลไปขาย  เป็นต้น
5.       พวกหัวรุนแรงคลั่งอุดมการณ์หรือลัทธิ  มักก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง  เศรษฐกิจ  ศาสนา  หรือสิทธิมนุษยชน  เป็นต้น
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นั้นคงจะมิใช่มีผลกระทบเพียงแต่ความมั่งคงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงเท่านั้น  แต่ยังมีผลกระทบไปถึงเรื่องความมั่นคงของประเทฟศชาติเป็นการส่วนรวม  ทั้งความมั่นคงภายในประเทศและภายนอกประเทศ  โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับข่าวกรอง  หรือการจารกรรมข้อมูลต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ  ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากเดิม  เช่น
1.      ในปัจจุบันความมั่นคงของรัฐนั้นมิใช่จะอยู่ในวงทหารเพียงเท่านั้น  บุคคลธรรมดาก็สามารถป้องกัน  หรือทำลายความมั่งคงประประเทศได้
2.      ในปัจจุบันการป้องกันประเทศอาจไม่ได้อยู่ที่พรมแดนอีกต่อไปแล้ว  แต่อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้มีการคุกคาม  หรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ
3.      การทำจารกรรมในสมัยนี้มักจะใช้วิธีการทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์  และคอมพิวเตอร์
บนโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ  ความผิดต่าง ๆ  ล้วนแต่สามารถเกิดขึ้นได้  เช่น  การจารกรรม  การก่อการร้าย  การค้ายาเสพติด  การแบ่งแยกดินแดน  การฟอกเงิน  การโจมตีระบบ  สาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศที่มีระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม  เช่น  ระบบจราจร  หรือระบบรถไฟฟ้า  เป็นต้น  ซึ่งสามารถเห็นได้ว่า  ความสัมพันธ์ระหว่างอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์  ความมั่นคงของประเทศ  และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศของชาติ  (National  Information  Infrastructure  :  NII)  เป็นเรื่องที่มาสามารถแยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด  การโจมตีผ่านระบบ  NII  สามารถทำได้ด้วยความเร็วของการเคลื่อนที่เกือบเท่าความเร็วแสดงเหนือกว่าการเคลื่อนทัพทางบก  หรือการโจมตีทางอากาศ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น