วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทที่2 การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต


บทที่ 2 การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต


การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
          เมื่อได้ทราบถึงประวัติความเป็นมา รวมทั้งความหมายของอินเทอร์เน็ตแล้ว ถ้าเราต้องการที่จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อใช้งาน เราจะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง นอกจากสิ่งที่เรามองเห็น คือเครื่องคอมพิวเตอร์ ฉะนั้น เราจะต้องทราบถึงอุปกรณ์ วิธีการเชื่อมต่อ และการพิจารณาผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต เพื่อสมัครเป็นสมาชิกในการใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกอย่างจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเชื่อมต่อเพื่อใช้งานในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจะแสดงขั้นตอนและวิธีการในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานภายในบ้าน ซึ่งเราจะต้องเป็นบุคคลที่จะต้องจัดหาอุปกรณ์ทุกอย่างด้วยตนเอง เพื่อทำให้สามารถเลือกอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้งานได้อย่างถูกต้องซึ่งจะแตกต่างกับวิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากหน่วยงาน เพราะเราจะเป็นเพียงผู้ใช้เท่านั้นโดยไม่จำเป็นจะต้องดำเนินการติดตั้ง หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดๆทั้งสิ้น
การปรับแต่งคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต
                สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อใช้งานภายในบ้าน จำเป็นจะต้องมีส่วนประกอบสำคัญที่จะสามารถเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้น จะต้องเกิดการเชื่อมต่อของทั่งสองฝั่งก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้ ซึ่งจะประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1. อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
2. โมเด็ม (Modem)
3. โปรแกรมสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต
4. วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
5. การเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP)
 

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
                1. เมนบอร์ด (Mainboard) เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควรมีประสิทธิภาพสูงพอสมควร ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานทั่วไป จะมีซีพียูรุ่น Celeron, Pentium IV และ AMD ซึ่งซีพียูเหล่านี้จะสนับสนุนการใช้งานเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และซีพียูเหล่านี้จะรองรับการใช้งานระบบมัลติมีเดียด้วย ไม่ว่าจะเป็นการ์ดจอ การ์ดเสียง และลำโพง เพราะการท่องเว็บนั้นจะมีทั่งภาพเคลื่อนไหว และเสียง จึงจำเป็นต้องมีระบบมัลติมีเดียรองรับการใช้งาน เพื่อนให้สามารถท่องเว็บได้อย่างสมบูรณ์ และทำให้น่าสนใจใจขึ้น
                แต่ถ้าบ้านใดมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว และต้องการนำเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องดิม มาทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น ควรตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน โดยสำหรับขั้นต่ำสุดของซีพียูควนอยู่ในระดับ Pentium 133 MHz ขึ้นไป แต่การสนองตอบข้อมูลประเภทภาพและเสียงนั้นจะสนองตอบได้ช้ามาก
                ดังนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกรุ่นที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดในขณะนี้ จะสามารถรองรับการทำงานเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ทำให้เราสะดวกเพราะไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาอุปกรณ์ใดๆ เพิ่ม ก็สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้
                2. หน่วยความจำแรม (RAM) การเลือกหน่วยความจำแรมจะขึ้นอยู่กับหน่วยปฏิบัติการที่ใช้ แต่อย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 64 – 128 MB แต่ในปัจจุบันระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้คือWindows XP หน่วยความจำแรมไม่ควรต่ำกว่า 256 MB เพราะโปรแกรมที่ใช้บริการต่างๆบนอินเทอร์เน็ตจะต้องใช้หน่วยความจำมากพอสมควร
                3. จอภาพและการ์ดแสดงผล จอภาพสามารถแสดงผลได้ตั้งแต่ 256 สีขึ้นไป ความละเอียดไม่ต่ำกว่า 800 × 600 pixels ซึ่งในปัจจุบันจอภาพจะสามารถแสดงได้ถึง 16 ล้านสีแล้ว ทำให้สามารถแสดงภาพได้ดีโดยเฉพาะภาพถ่าย
                4. ระบบมัลติมีเดีย คือการ์ดเสียงพร้อมลำโพง หรือถ้าใช้โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตก็จะต้องมีไมโครโฟนด้วย และถ้าต้องการพูดคุยแบบให้เห็นหน้าทั้งสองฝ่ายก็ต้องมีกล้องวีดีโอที่มีความละเอียดต่ำ หรือที่เรียกว่า เว็บแคม” (Webcam) ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกรุ่นจะมีให้เฉพาะการ์ดเสียง และลำโพงเท่านั้น อุปกรณ์เสริมอื่นๆ คือ ไมโครโฟน และกล้องเว็บแคม ผู้ใช้จะต้องหาเพิ่มเติมเองเมื่อต้องการใช้งาน

โมเด็ม
       โมเด็ม หรือ Modem (Modulator/Demodulator) มีหน้าที่แปลงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล ของระบบคอมพืวเตอร์ให้เป็นสัญญาณเสียงในรูปแบบแอนะล๊อก เพื่อให้สามารถส่งไปทางสายโทรศัพท์ได้ เรียกว่า การ Modulate โดยที่ปลายทางก็จะมีโมเด็มทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงในรูปแบบแอนะล็อก ซึ่งรับมาจากโทรศัพท์ให้กลับมาเป็นข้อมูลแบบดิจิทัล เพื่อใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียนกว่า การ Demodulate
          1. โมเด็มแบบภายใน (Internal) มีลักษณะเป็นการ์ดเสียบเข้ากับสล็อตแบบ PCI ภายในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์
               ข้อดี
                     1. ไม่เปลืองเนื้อที่เพราะติดตั้งภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
                     2. ไม่ต้องเสียบไฟฟ้า
                     3. มีราคาถูก
               ข้อเสีย
                     1. ติดตั้งยาก ต้องเปิดฝาเครื่องเพื่อติดตั้ง
                     2. ไม่เปลือง Serial Port ของเครื่องคอมพิวเตอร์
                     3. เคลื่อนย้ายไปใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ลำบาก
                     4. ต้องการ ซีพียู ความเร็วสูงหรือ MMX ขึ้นไป
                     5. พบปัญหาต่าง ๆ ได้บ่อย เช่นสายหลุดง่าย

 
โมเด็มแบบภายใน (Internal)

          2. โมเด็มแบบภายนอก (External) จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์โดยยะต่อเข้าที่ Serial Port และ USB Port ของเครื่องคอมพิวเตอร์
               ข้อดี
                    1. ติดตั้งง่าย
                    2. สามารถมองเห็นการทำงานของโมเด็มได้
                    3. สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าได้
                    4. ไม่ค่อยมีปัญหาในการใช้งาน
                    5. สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย
               ข้อเสีย
                    1. เปลืองเนื้อที่ในการวางโมเด็ม
                    2. มีราคาแพง
                    3. ต้องมีแหล่งจ่ายไฟและต่อสายไฟ
                    4. ต้องใช้ Serial Port และ USB Port ในการต่อกับโมเด็ม ทำให้เปลือง Port ที่มีไว้สำหรับนำไปต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ
    
โมเด็มแบบภายนอก (External)     

          3. โมเด็มแบบ PCMCIA (หรือที่บางทีเรียกว่า PC Card) เป็นโมเด็มที่มีขนาดเล็กและบางที่สุดในบรรดาโมเด็มชนิดต่างๆ คือมีขนาดเท่ากับบัตรเครดิตและความหนาเพียง 5มิลลิเมตรเท่านั้นและถูกออกแบบมาให้ใช้กับคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊คโดยเฉพาะ ตัวโมเด็มจะใช้กำลังไฟฟ้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใช้งานคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คจะต้องมีช่องเสียบหรือสล็อตแบบ PPCMCIA Type II อยู่บนเครื่องและโหลดซอฟท์แวร์ไดรเวอร์สำหรับเรียกใช้งานคาร์ด PCMCIA ให้เรียบร้อยก่อน จากการที่ต้องโหลดซอฟท์แวร์ไดรเวอร์ก่อนการใช้งานนี่เอง ทำให้โมเด็ม PCMCIA มีขั้นตอนในการใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมากพอสมควร ส่วนประกอบภายในของโมเด็มแบบ PCMCIA จะคล้ายๆกับโมเด็มแบบติดตั้งภายใน คือมีพอร์ตอนุกรมอยู่ในตัวและไม่มีไฟบอกสถานะการทำงานของโมเด็ม การต่อเข้ากับสายโทรศัพท์มักจะมีสายต่อพิเศษจากตัวโมเด็มต่อออกมาเป็นปลั๊กแบบ RJ11 ซึ่งเป็นปลักมาตรฐานของโทรศัพท์อีกทีหนึ่งหรือแบบเราสามารถนำสายโทรศัพท์แบบมีปลั๊ก RJ11 ต่อเข้ากับโมเด็ม PCMCIA โดยตรงได้เลย โมเด็มแบบ PCMCIAบางรุ่นสามารถใช้งานกับโทรศัพท์มือถือทั้งระบบอนาล็อก (APMS, NMT) และระบบดิจิตอล (GSM, PCN) ได้อีกด้วย เรียกว่า Cellular Modem โดยตัวโมเด็มจะมีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุด 33,600 bps เมื่อต่อเข้าใช้งานกับโทรศัพท์ตามบ้าน และเมื่อต่อใช้กับโทรศัพท์มือถือจะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้สูงสุดตั้งแต่ 9,600 bps, 14,400 bps ไปจนถึง 28,800 bps ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโมเด็มรุ่นใดและต่อเข้าใช้งานกับโทรศัพท์มือถือระบบใด ทั้งยังส่งแฟ็กซ์ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือได้อีกด้วย
          โมเด็ม PCMCIA ที่รับส่งข้อมูลและแฟ็กซ์ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือนั้นจะต้องมีขบวนการรับส่งข้อมูลพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาคลื่นแทรกและสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในโทรศัพท์มือถือระบบต่างๆเพิ่มเติมจกากระบวนการตรวจสอบความผิดพลาดที่มีอยู่แล้ว เช่น V.42 และ MNP-4 มิฉะนั้นการรับส่งข้อมูลและแฟ็กซ์จะผิดพลาดมากจนใช้งานไม่ได้ ขบวนการรับส่งข้อมูลและแฟ็กซ์ผ่านโทรศัพท์มือถือที่ใช้การอยู่มีสองแบบคือ Radio Link Protocol (RLP) และ MNP-10EC มีการทำงานโดยแบ่งออกเป็นส่วนๆแล้วส่งออกไปให้ผู้รับ พร้อมกับตรวจสอบสภาพสัญญาณตลอดเวลา ส่วนการลดขนาดข้อมูลก่อนส่งนั้นก็ใช้มาตรฐาน V.42 bis และ MNP-5 ทั่วไปนั่นเอง ทำให้ PCMCIA โมเด็มที่รับส่งข้อมูลและแฟ็กซ์ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือมีความเร็วสูงขึ้นและผิดพลาดน้อยลง
          แต่ในปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คก็จะมีโมเด็มชนิดติดตั้งมาในตัวเครื่องอยู่แล้วและยังมีรูปแบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย (Wireless) นอกจากนี้ยังสามารถใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอีกด้วย ในปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คยังมีช่องสำหรับการเชื่อมต่อระบบ LAN สามารถนำไปเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในสำนักงานได้
โมเด็มแบบ PCMCIA

อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย (Wireless)

          มาตรฐานการสื่อสารและความเร็วในการรับส่งข้อมูลโมเด็ม
                มาตรฐานการสื่อสารและความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ใช้งานโมเด็มนั้น เป็นมาตรฐานที่มีการกำหนดคุณลักษณะของโมเด็มต่อความเร็วในการรับส่งข้อมูล โดย CCITT ( The  Consultative Committee in International Telegraphy and Telephoney) ซึ่งเป็นองค์กรพัมนามาสตรฐานสากลในเรื่องของการสื่อสารข้อมูล ได้กำหนดมาตรฐานไว้ ดังนี้
          ปัจจุจันมีโมเด็มมาตรฐานใหม่ คือ V.92 ได้ประกาศเมื่อกลางปี ค.ศ.2000 โมเด็มแบบนี้ไม่ต้องได้เพิ่มความเร็วในการรับข้อมูล คือ จำกัดความเร็วอยู่ที่ 56 kbps เช่นเดิม แต่ได้เพิ่มความเร็วของการส่งข้อมูลจาก 33.6 kbps ขึ้นไป 48 kbps ซึ่งมีประโยชน์สำหรับการเล่นเกมส์ออนไลน์ การอัพโหลดข้อมูล หรือการส่ง E-mail ขนาดใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังช่วยลดเวลาในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สามารถปรับปรุงการบีบอัดข้อมูลก่อนการทำการส่งได้ดีขึ้นกว่าเดิม และมีรูปแบบ Modem - on - hold ทำงานร่วมกับระบบพักสายของชุมสายโทรศัพท์ได้ ทำให้หยุดใช้โมเด็มชั่วคราวเพื่อทำการรับโทรศัพท์ที่เข้ามาได้ขณะที่ยังทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ และสามารถกลับมาใช้โมเด็มไดเเมื่อเลิกคุยโทรศัพท์

โปรแกรมสำหรับการใข้งานอินเทอร์เน็ต
          1.  ระบบปฏิบัติการ  เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ของเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อกับฮาร์ดแวร์ของเครื่องโดยตรง โปรแกรมใช้งาน หรือโปรแกรมประยุกต์ใดๆ ที่ต้องการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องอาศัยการสั่งงานของโปรแกรมระบบ ปฏิบัติการ เพื่อควบคุมการทำงานของ เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละระบบ หรือแต่ละประเภท จะมีความแตกต่างกัน เช่น โปรแกรมระบบปฏิบัติการสำหรับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่ง ก็จะแตกต่างกับโปรแกรมระบบปฏิบัติการของ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ของระบบอื่นๆ เป็นต้น โปรแกรมระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ได้แก่ MS-DOS, UNIX, Microsoft WINDOWS 95, 98, NT, XP เป็นต้น

          2. โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ บางครั้งก็เรียกสั้น ๆ ว่าเบราเซอร์ ซึ่งก็คือโปรแกรมที่ใช้แสดงข้อมูลของเว็บเพจ โปรแกรมเว็บเบราเซอร์โปรแกรม เป็นโปรแกรมที่สั่งโดยใช้ข้อความ (text commands) และแสดงผลในรูปแบบของข้อความ (text) เท่านั้น ต่อมาในปี ค.ศ.1993 Marc Andreessen นักศึกษาของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of lllinois) ได้สร้างโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ในรูปแบบของกราฟิก เรียกว่า Mosaic ซึ่งเป็นโปรแกรม ที่สามารถแสดงเอกสารที่อยู่ในลักษณะของข้อความและภาพกราฟิกได้ การติดต่อกับผู้ใช้อยู่ในลักษณะของ GUI ทำให้การใช้งานและแสดงข้อมูล บนอินเตอร์เน็ตสะดวก ง่าย และดึงดูดใจผู้ใช้ ซึ่งต่อมา Andreessen ได้เป็นผู้หนึ่งในการก่อตั้งบริษัทที่ผลิตโปรแกรมเบราเซอร์ Netscape Navigator (Shelly Gary,1997)
               โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์มีหลายชนิด เช่น Netscape Communicator, Internet Explorer, Opera เป็นต้น แต่ที่รู้จักดีและเป็นที่นิยมใช้งานมากที่สุดคือ Internet Explorer เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการของ Windows

          3. โปรแกรมรับส่งจดหมายอิเล็กทรอส์ (Electronic Mail) เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับการส่งจดหมายทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่ให้บริการฟรี โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมเหล่านี้ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ของตนเอง เพียงแต่เข้าไปใช้บริการผ่านเว็บไซต์เหล่านั้นก็จะสามารถส่งจดหมายได้แล้ว อย่างไรก็ตาม การใช้บริการรับส่งจดหมายของบางหน่วยงานที่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง แล้วให้พนักงานรับส่งจดหมายผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงาน แต่ไม่มีบริการของโปรแกรมรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในเว็บไซต์ ก็ต้องติดตั้งโปรแกรมรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่คอมพิวเตอร์ของตนโดยเฉพาะ แล้วรับส่งจดหมายโดยผ่านโปรแกรมเหล่านั้น ซึ่งได้แก่ Microsoft Outlook, Microsoft Exchange และ Eudora เป็นต้น

          4. โปรแกรมสำหรับการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยกัน ทั้งในรูปแบบของการพิมพ์ข้อความโต่ตอบ ที่เรียกว่าการ Chat รูปแบบของเสียงโดยการสนทนาผ่านไมโครโฟน และในปัจจุบันได้มีโปรแกรมสำหรับการสื่อสารโดยสามารถมองเห็นภาพ และพูดคุยด้วยเสียงระหว่างคู่สนทนาได้ เป็นการสื่อสารแบบทางไกล เช่น โปรแกรม MSN Messenger, Microsoft Chat, Microsoft NetMeeting, ICQ, Pirch, Yahoo Messenger ฯลฯ

          5.โปรแกรมมัลติมีเดียบนอินเทอร์เน็ต  ปัจจุบันการใช้งานบนอินเตอร์เน็ตสามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งภาพและเสียง รวมทั้งภาพเคลื่อนไหว ดังนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะใช้งานอินเตอร์เน็ตจึงต้องติดตั้งโปรแกรมประเภทนี้ไว้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลประเภทมัลติมิเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรแกรมเหล่านี้ได้แก่ Real Audio, Real Video, Windows Media Player เป็นต้น


วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
          วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ผ่านมาจะใช้โมเด็มแบบที่หมุนโทรศัพท์ หรือที่เรียกว่า "Dial - up" เพื่อทำหน้าที่แปลงข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในรูปแบบของดิจิทัล (Digital) ให้เป็นสัญญาณเสียงในรูปแบบแอนะล็อก (Analog) เพื่อส่งข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ ซึ่งจะถูกจำกัดความเร็วสำหรับการส่งข้อมูลอยู่ที่ 33.6 Kbps เท่านั้น (ถ้าผ่านตู้ชุมสายภายใน หรือ PABX อาจลดลงเหลือเพียง 33.6 Kbps  ทั้งการรับและการส่งข้อมูล) การเชื่อมต่อในรูปแบบนี้จะเหมาะสำหรับการใช้งานส่วนบุคคล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์ที่มีราคาถูก หาซื้อได้ง่าย แต่ถ้าการเชื่อมต่อแบบนี้จะใช้โมเด็ม (Moden) และสายโทรศัพท์พื้นฐานภายในบ้านหรือในการเบื่ิมต่อ จึงทำให้ในขณะทำการเชื่อมต่ออินเทอรืเน็ตนั้นไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ในการพูดคุยได้ แต่ระบบอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันต้องการความเร็วสูงสำหรับการรับส่งข้อมูลในรูปแบบมัลติมีเดีย ถาพ เสียง วิดีโอ เช่น การดูหนัง ฟังเพลง การศึกษาทางไกล การสื่อสารระบบทางไกล เป็นต้น จึงมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยในการรับส่งข้อมูลให้เร็วขึ้น โดยใช้การรับส่งข้อมูลที่มีความถี่สูง หรือเรียกรวมกันว่า  "การรับส่งข้อมูลแบบรอดแบนด์" (Broadband)
          การรับส่งข้อมูลแบบบรอดแบนด์ (Broadband) คือ ระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงตั้งแต่ 64 kbps ขึ้นไป โดยผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ เพื่อทำให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อที่ใช้สำหรับการรับส่งข้อมูลแบบรอดแบนด์ ประกอบด้วย
          1. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ISDN (Integrated Services Digital Network)
          2. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line)
          3. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบเคเบิลโมเด็ม (Cable Modem)
          4. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellite)
          5. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบวงจรเช่า (Leasad Line)

          1. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ISDN (Integrated Services Digital Network)
               ISDN  บริการเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์ (Dial up/ISDN) บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต สำหรับองค์กรที่มีการใช้งานไม่มาก หรือไม่ต้องการการเชื่อมต่อตลอด 24ชั่วโมง และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับหน่วยงานที่มีงบประมาณจำกัด เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำ ไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยดูแลรักษาระบบ เพียงท่านหมุนโทรศัพท์ (Dial Up) ผ่านโมเด็ม มายังจุดให้บริการของสบทร. ที่มีอยู่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ก็จะสามารถใช้บริการอินเตอร์เน็ต และเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานย่อยต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย สื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 56 - 128 kbps 
          คือการบริการและการสื่อสารโทรคมนาคมระบบดิจิตอลที่สามารถรับส่งข้อมูลทั้งในระบบภาพ เสียง และข้อมูล ด้วยความเร็ว 128 Kbps ขึ้นไป ข้อดีของการใช้ ISDN คือความน่าเชื่อถือในการรับส่งข้อมูล อุปกรณ์สื่อสารของผู้ใช้บริการไม่ต้องมีการแปลงสัญญาณ (Conversion)ทำให้ความเพี้ยนของสัญญาณมีน้อยมาก ตลอดจนสิ่งรบกวน (Noise) ก็จะลดลงด้วย ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่รับส่งในโครงข่าย ISDN มีความถูกต้องไว้ใจได้สูงกว่าแบบเดิม
          ลักษณะการใช้งานเหมือนกับการหมุนโทรศัพท์ธรรมดาปกติ คือเสียครั้งละ บาท ก่อนจะใช้คุณต้องหมุนโทรศัพท์ไปที่เบอร์ของ ISP ที่เป็น ISDN ด้วยจึงจะได้ความเร็วของ ISDN ตามที่กำหนด     
               1. แบบ BRI (Basic Rate Interface) หรือทางองค์การโทรศัพท์เขาเรียกว่า BAI (Basic Access Interface) เป็นรูปแบบการให้บริการด้วยคู่สายโทรศัพท์ธรรมดาจากชุมสาย ISDN จนถึงอุปกรณ์ปลายทาง คู่สายเพียง คู่สาย สามารถที่จะรองรับอุปกรณ์ปลายทางชนิดต่าง ๆ ได้สูงสูด 8อุปกรณ์และสามารถใช้งานได้ 2 อุปกรณ์พร้อมกันในเวลาเดียวกัน เนื่องจากภายในคู่สาย ISDNแบบ BRI นี้จะประกอบไปด้วยช่องสัญญาณ ช่องโดยแต่ละช่องสามารถให้บริการด้วยความเร็ว 64 Kbps ทำให้ได้ความเร็วรวมสูงสุดถึง 128 Kbps บริการนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
             2. แบบ PRI (Primary Rate Interface) เป็นรูปแบบการให้บริการโดยการวางเคเบิลแบบไฟเบอร์ออฟติคไปยังตู้สาขาแบบ ISDN (ISDN PABX) ของผู้เช่าเคเบิลเส้นหนึ่งจะช่องสัญญาณอยู่ 30 ช่อง แต่ละช่องให้บริการด้วยความเร็ว 64 Kbps ซึ่งแต่ละช่องสามารถที่จะรวมสัญญาณเข้าด้วยกันทำให้ได้ความเร็วรวมสูงสุด คือ 2.048 Mbps บริการนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่
 
          อุปกรณ์ที่ใช้
          1. คอมพิวเตอร์
             2. ISDN Modem (Terminal Adapter/TA) ใช้สำหรับแปลงสัญญาณเพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบเดิม เช่น โทรศัพท์พื้นฐานเข้ากับ NT (Network Terminal) และทำหน้าที่เป็น ISDN Modem ที่มีความเร็ว 64-128 kbps หรือ ISDN Router สำหรับการเชื่อมต่อระบบ LAN ISDN
            3. คู่สายโทรศัพท์ระบบ ISDN
            4. Network Terminal (NT) ใช้สำหรับต่อสายจากโครงข่าย ISDN เข้ากับอุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับระบบ ISDN โดยเฉพาะ เช่น เครื่องโทรศัพท์ดิจิทัล แฟกซ์ดิจิทัล และโทรศัพท์ภาพ (Videophone)
            5. LAN และ Hub สำหรับระบบ LAN ISDN

          ประโยชน์ของการใช้ระบบ ISDN      
              1. ความน่าเชื่อถือในการับส่งข้อมูลข่าวสารปกติในการสื่อสารผ่านคู่สายโทรศัพท์ในระยะทางไกลจะเกิดจากสัญญาณรบกวน(Noise)ในสายโทรศัพท์ ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่งไปเกิดความเพี้ยน (Distortion) โดยเฉพาะการใช้งานผ่านระบบโทรศัพท์ระบบธรรมดาที่ใช้ส่งด้วยสัญญาณอนาล็อกเพราะเมื่อสัญญาณเกิดความเพี้ยนแล้ว ตรวจสอบหาค่าที่ถูกต้องได้ยาก การรับส่งข้อมูลข่าวสารผ่านระบบโทรศัพท์ธรรมดาจึงมักเกิดปัญหาในการใช้งานแต่เนื่องจากระบบ ISDN เป็นระบบการสื่อสารด้วยสัญญาณดิจิตอลทั้งระบบ (End-to-EndDigital) ซึ่งระบบดิจิตอลเป็นระบบที่ไม่Sensitiveต่อสัญญาณรบกวน และถึงแม้จะมีสัญญาณรบกวนในคู่สายโทรศัพท์ทำให้ค่าเกิดความเพี้ยนบ้าง แต่ระบบดิจิตอลก็ยังสามารถตรวจสอบค่าที่ถูกต้อง
ที่ปลายทางได้ง่ายกว่าระบบที่สื่อสารด้วยสัญญาณอนาล็อกทำให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่งผ่านระบบ ISDNจะไปถึงปลายทางด้วยความถูกต้อง ชัดเจนครบถ้วน สมบูรณ์ ดีกว่าการใช้งานผ่านคู่สายระบบโทรศัพท์ธรรมดา ทำให้ข้อมูลข่าวสารส่งถึงปลายทางมีความน่าเชื่อถือได้มากกว่าการส่งผ่านคู่สายระบบโทรศัพท์ธรรมดา
             2.ความเร็วในการใช้งานรับส่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่สูงขึ้นกว่าการใช้งานผ่านคู่สายโทรศัพท์ระบบธรรมดา อุปกรณ์ระบบ ISDN สามารถรองรับการสื่อสารผ่านคู่สายโทรศัพท์ISDN ด้วยความเร็วตั้งแต่ 64 Kbps  จนถึงความเร็วที่ 2,048 Mbps ที่ให้บริการโดยคู่สายPRIในขณะที่คู่สายโทรศัพท์ธรรมดาไม่สามารถรองรับการส่งสัญญาณสื่อสารได้ตามความเร็วที่ระบบISDN ทำได้ อุปกรณ์ Modemของระบบโทรศัพท์ ธรรมดาสามารถรองรับความเร็วได้สูงสุด56 Kbps แต่ในการใช้งานจริงก็ไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ตามความสามารถของ Modemได้ เพราะฉะนั้นการใช้งานผ่านระบบ ISDNจะทำให้สามารถรับส่งข้อมูลข่าวสารได้ในปริมาณมากและรวดเร็วกว่าการใช้งานผ่านคู่สายโทรศัพท์ธรรมดานอกจากนี้ยังสามารถทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารในระยะทางไกลข้ามจังหวัดได้เพราะค่าใช้บริการสื่อสารผ่านระบบ ISDN จะใช้อัตราเดียวกับค่าใช้บริการสื่อสารผ่านระบบโทรศัพท์ธรรมดาด้วย   
      
            3.เกิดความคล่องตัวในการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์สื่อสารให้เหมาะสมในการใช้งานคู่สายระบบ ISDN เปรียบเสมือนคู่สายโทรศัพท์อเนกประสงค์ที่สามารถติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารอะไรก็ได้ตามความต้องการใช้งานในแต่ละขณะสามารถใช้งานอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย( เช่น อุปกรณ์ Video Conferenceเป็นต้น)ได้หลากหลายกว่าการใช้คู่สายโทรศัพท์ธรรมดา นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานอุปกรณ์ที่มีอยู่ในระบบเดิมได้ด้วยจึงทำให้คู่สายระบบ ISDN มีความคล่องตัวในการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารได้ดีกว่าการใช้งานผ่านคู่สายโทรศัพท์ธรรมดาเป็นอย่างมาก
           4.สามารถรองรับการให้บริการสื่อสารในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ ISDNส่วนหนึ่งที่ใช้งานการสื่อสารทางด้านภาพ เช่น ใช้อุปกรณ์ Video Conference เพื่อใช้งานในการประชุมทางไกลผ่านจอภาพได้อย่างไรก็ตามการสื่อสารทางด้านภาพที่ทำได้ผ่าระบบ ISDN สามารถก่อให้เกิดการประยุกต์การใช้งานการสื่อสารได้ค่อนข้างหลากหลายซึ่งสามารถจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เช่น
             4.1 Tele-educationหรือ Tele trainingการเรียนการสอนอบรมทางไกลโดยครูอาจารย์ผู้ฝึกสอนสามารถทำาการสอนอบรมนักเรียนนักศึกษาผู้เข้ารับการอบรมทางไกลได้โดยที่ทั้ง ฝ่ายไม่จำเป็นต้องมารวมกันในสถานที่เดียวกัน ลักษณะการเรียนการสอนอบรมจะเป็นการสื่อสารในลักษณะ2ทาง(Interactiveor 2 ways Communication) ในขณะที่ระบบการเรียนการสอนในระบบเดิมที่ทำผ่านโทรทัศน์วิทยุ
เป็นการสื่อสารในลักษณะทางเดียวเท่านั้น 


           4.2 Telemedicineการรักษาพยาบาลทางไกลโดยแพทย์อยู่ต่างจังหวัดจะมีผู้ป่วยรอรับการรักษา แพทย์ในต่างจังหวัดจะทำการติดต่อสื่อสารกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในกรุงเทพฯผ่านอุปกรณ์Video Conference รวมทั้งส่งข้อมูลของผู้ป่วย ซึ่งอาจจะเป็นภาพเอ๊กซ์เรย์คลื่นหัวใจภาพขยายจากการส่องกล้องเข้าไปในอวัยวะภายในของผู้ป่วยไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในกรุงเทพฯวินิจฉัยและแนะนำแพทย์ต่างจังหวัดดำเนินการรักษาผู้ป่วยได้ โดยไม่ต้องส่งผู้ป่วยเข้ากรุงเทพฯทำการรักษา 
 
          4.3 Tele-shoppingหรือ E-commerce ในอนาคตผู้ซื้อผู้ขายสามารถการเจรจาตกลงซื้อขายสินค้าบริการกันแบบหน้ากันทั้งผ่ายผ่านจอคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางออกไปเจรจาทำข้อตกลงในการซื้อขายสินค้าบริการกันเสมอไปทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายลงได้       
    
          4.4 Tele Surviellanceระบบดูแลรักษาความปลอดภัยทางไกล โดยจะมีการติดกล้องวีดีโอตามจุดต่างๆที่สำคัญในบริเวณโกดัง คลังสินค้า บริษัทห้างร้าน สาขาแล้วส่งสัญญาณภาพที่จับได้จากกล้องวีดีโอมายังศูนย์กลางซึ่งอาจจะเป็นสำนักงาน(Office) สำนักงานใหญ่ สถานีตำรวจ ซึ่งอยู่คนละสถานที่กันเช่นคนละอาคาร คนละจังหวัด เป็นต้น เพื่อตรวจดูความปกติเรียบร้อยของจุดที่ติดกล้องวีดีโอปลายทางหากเกิดเหตุ ฉุกเฉินที่ปลายทางสามารถส่งสัญญาณเตือนภัย (Alarm Signal) ส่งกลับมายังศูนย์กลางที่ทำการควบคุมได้ เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ได้ตามสมควรต่อไปได้ เหล่านี้เป็นต้น
         5. ผู้ใช้บริการISDN สามารถติดต่อสื่อสารไปยังผู้ใช้บริการในระบบโทรศัพท์ธรรมดาได้โดยใช้โทรศัพท์หรือโทรสารในคู่สายISDN ติดต่อสื่อสารไปยังเลขหมายปลายทางที่เป็นระบบโทรศัพท์ธรรมดาได้ทันที เพิ่มความสะดวกในการใช้งานโดยไม่ถูกจำกัดให้ใช้บริการ ISDN ติดต่อกันเฉพาะผู้ใช้บริการ ISDN ด้วยกันเท่านั้น

        6. สามารถป้องกันการลักลอบดักฟังสัญญาณได้เนื่องจากคู่สาย ISDNจะมีการส่งสัญญาณด้วยระบบดิจิตอลสามารถป้องกันการลักลอบดักฟังสัญญาณได้ดีกว่าระบบโทรศัพท์ธรรมดา ซึ่งส่งเป็นสัญญาณอนาล็อก
        
                 ข้อดีของระบบ ISDN 
                 1. ความน่าเชื่อถือ เป็นข้อมูล Digital ทั้งหมดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางคืออุปกรณ์สื่อสารของผู้ใช้บริการไม่ต้องมีการแปลงสัญญาณ (Conversion) ทำให้ความเพี้ยนของสัญญาณจะมีน้อยมากตลอดจนสิ่งรบกวน (Noise) ก็จะลดลงด้วย ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่รับส่งในโครงข่าย ISDN มีความถูกต้องไว้วางใจได้สูงกว่าระบบเดิม 

                 2. 
ความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูลข่างสาร ด้วยความเร็ว 64 Kbps ต่อวงจรทำให้สามารถรับส่งสัญญาณเสียง ภาพ ตัวอักษรในปริมาณมากและรวดเร็วกว่าเดิม

                 3. ความสามารถในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายอื่น  ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อกับผู้ใช้บริการอื่น ๆ ได้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์โทรสารเทเล็กซ์เทเลเท็กซ์เครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากโครงข่าย ISDN เป็นโครงข่ายเอนกประสงค์สำหรับทุกบริการ และสามารถเชื่อมต่อโครงข่ายส่วนบุคคลอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ ความสะดวกในการบำรุงรักษา การเดินสายภายในสำนักงานของผู้ใช้บริการจะเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น ไม่มีปัญหาว่าสายโทรศัพท์ สายโทรเลข สายคอมพิวเตอร์ หรือต่อสายเชื่อมโยงกับอุปกรณ์อื่น ๆ จะพันระเกะระกะ และบางครั้งแยกไม่ออกว่าเป็นสายจากเครื่องใด แต่คู่สาย ISDN จะลดสายจากอุปกรณ์ต่าง ๆ เหลือเพียงเส้นเดียว ไม่กระทบต่อการใช้งานและสะดวกในการบำรุงรักษาภายหลัง

ความสะดวกในการติดตั้งอุปกรณ์ใช้งาน คู่สาย ISDN 1คู่สาย สามารถรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ปลายทางได้สูงสุดถึง เครื่องซึ่งผู้ใช้บริการ ISDN นอกจากจะติดตั้งอุปกรณ์ปลายทางบางส่วนสำหรับใช้งานปัจจุบันแล้วยังเผื่อสำรองการใช้งานในอนาคตได้อีก โดยการติดตั้งปลั๊ก ISDN ไว้ในที่ต่าง ๆ 
ภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ISDN
         2. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line)
                ADSL เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์แบบเดิม แต่ใช้การส่งด้วยความถี่สูงกว่าระบบโทรศัพท์แบบเดิม ชุมสายโทรศัพท์ที่ให้บริการหมายเลข ADSL จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ คือ DSL Access Module เพื่อทำการแยกสัญญาณความถี่สูงนี้ออกจากระบบโทรศัพท์เดิม และลัดเข้าเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง ส่วนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจะต้องมี ADSL Modem ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ผ่านADSL จะมีความเร็วที่ 64/128 Kbps (อัพโหลด ที่ 64 Kbps และ ดาวน์โหลด ที่ 128 Kbps) และที่128/256 Kbps (อัพโหลด ที่ 128 Kbps และ ดาวน์โหลด ที่ 256 Kbps) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้บริการ
               อุปกรณ์ที่ใช้
                 1. เครื่องคอมพิวเตอร์
                 2. ASDL Modem ใช้ในการแปลงสัญญาณ ซึ่งมีทั่งแบบที่ต่อกับสาย LAN หรือสายที่ต่อกับพอร์ต USB หรือในรูปแบบของการ์ดเสียงในสล็อต PCI ของเครื่องคอมพิวเตอร์
                 3. Splitter ใช้สำหรับแยกสัญญาณความถี่สูงของ ASDL ออกจากสัญญาณโทรศัพท์พื้นฐาน มิเช่นนั้น จะมีเสียงความถี่เข้าไปรบกวนเมื่อใช้โทรศัพท์สำหรับพูดคุยพร้อมกับการเชื่อมต่ออินเทอรืเน็ต
                 4. หมายเลขโทรศัพท์ และสายโทรศัพท์ ที่พร้อมจะใช้งานในระบบ ASDL
               ประโยชน์ของการใช้ระบบ ASDL
                  ท่านสามารถคุยโทรศัพท์พร้อมกันกับการ Access ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน ด้วยสายโทรศัพท์เส้นเดียวกัน โดยไม่หยุดชะงัก
                 • ท่านสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วเป็น 140 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ธรรมดา
                 • การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะถูกเปิดอยู่เสมอ (Always-On Access) ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากการส่งถ่ายข้อมูลถูกแยกออกจากการ เรียกเข้ามาของ Voice หรือ FAX ดังนั้นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะไม่ถูกกระทบกระเทือนแต่อย่างใด
                 • ไม่มีปัญหาเนื่องสายไม่ว่าง ไม่ต้อง Log On หรือ Log off ให้ยุ่งยากอีกต่อไป
                 • ADSL ไม่เหมือนกับการให้บริการของ Cable Modem ตรงที่ ADSL จะทำให้ท่านมีสายสัญญาณพิเศษเฉพาะเพื่อเชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ต ขณะที่ Cable Modem เป็นการ Share ใช้สายสัญญาณกับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่อาจเป็นเพื่อนบ้านของท่าน
                 • ที่สำคัญ Bandwidth การใช้งานของท่านจะมีขนาดคงที่ (ตามอัตราที่ท่านเลือกใช้บริการอยู่เสมอ) ขณะที่ขนาดของ Bandwidth ของการเข้ารับบริการ Cable Modemหรือการใช้บริการ อินเทอร์เน็ตปกติของท่าน จะถูกบั่นทอนลงตามปริมาณการใช้งาน อินเทอร์เน็ตโดยรวม หรือการใช้สาย Cable Modem ของเพื่อนบ้านท่าน
                 • สายสัญญาณที่ผู้ให้บริการ ADSL สำหรับท่านนั้น เป็นสายสัญญาณอิสระไม่ต้องไป Share ใช้งานกับใคร ด้วยเหตุนี้ จึงมีความน่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัยสูง
                ข้อดี ข้อเสีย
      ข้อดี
           - ไม่สะดุดตลอดการใช้งานผู้ใช้จะไม่พบปัญหาสายหลุดบ่อยเหมือน moderm ปกติ
           - ด้วยเทคโนโลยี ADSLผู้ใช้เพียง click browser ก็สามารถเชื่อมต่อเข้ากับโลก
อินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องหมุนเลขหมาย
          - ทำงานรวดเร็วทันใจ
          - ให้ความเร็วสูงตั้งแต่ 64 Kbps. ถึง 8 Mbps.
          - รองรับ Application ที่ต้องการ Bandwidth สูงโดยเฉพาะเทคโนโลยีด้าน Multimedia
          -ป้องกันไวรัสได้ดีกว่าระบบอื่นๆ
        ข้อเสีย

           -เสียเวลาในการติดตั้งมากเพราะการติดตั้งมีหลายขั้นตอน
           -ถ้าเครื่องสเปกไม่สูงพออาจทำให้การต่อไม่สำเร็จ
           -มีราคาสูงกว่าระบบอินเตอร์เน็ตทั่วไป
ภาพการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ ADSL
       3.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบเคเบิลโมเด็ม (Cable Modem)   เป็นอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกับสายเคเบิลทีวี และรับข้อมูลที่ 1.5 Mbps อัตราข้อมูลสูงกว่าโมเด็มโทรศัพท์ขนาด 28.8 และ 56 kbps หรือระบบ Integrated Services Digital Network (ISDN ) ขนาด 128 kbps และอัตราข้อมูลรองรับกับระบบ Digital Subscriber Line (DSL) นอกจากนี้ cable modem สามารถเพิ่มหรือรวมกับ set-top-box ที่ให้โทรทัศน์ใช้ช่องสัญญาณของอินเตอร์เน็ต ในกรณีส่วนใหญ่ cable modem สามารถทำเป็นส่วนการเข้าถึงทางสายเคเบิล ซึ่งไม่ต้องซื้อโดยตรงและติดตั้งโดยผู้ให้บริการ
   cable modem มีการติดต่อ 2 ด้าน คือ ด้านหนึ่งเข้าสู่จุดเชื่องของสายเคเบิล และอีกด้านต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ set-top-box ของโทรทัศน์ ถึงแม้ว่า cablemodem สามารถแปลงสัญญาณระหว่างสัญญาณอนาล็อตกัดิจิตอลแต่มีความซับซ้อนมากกว่าโมเด็มของโทรศัพท์ซึ่งสามารถต่อภายนอกหรือรวมเป็นอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์หรือ set-top-box โดยมาตรฐาน cable modem ต่อกับคอมพิวเตอร์ ที่การ์ด Ethernet แบบ 10 BASE-T cable modem ทั้งหมดต่อกับสายเคเบิลของบริษัทเคเบิลทีวีด้วยสาย coaxial cable ติดต่อกับระบบ cable modem termination systme (CMTS) ที่สถานีของบริษัทเคเบิลทีวี calbe modem ทั้งหมดสามารถรับและส่งสัญญาณไปที่ CMTS มีการบริการบางแบบที่การส่งกลับด้าน upstream ใช้สายโทรศัพท์ ไม่ใช้สายเคเบิล ในกรณีนี้ cable modem ได้รับการเรียกว่า telco-return cable modem bandwidth จริงของการให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลทีวีสูงถึง 27 Mbps ในเส้นทางการดาวน์โหลดไปให้ผู้รับบริการ และ bandwidth ในการติดต่อในอีกทิศทางหนึ่งมีขนาด 2.5 Mbps อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการโดยทั่วไปจะไม่สามารถติดต่อกับอินเตอร์เน็ตได้เร็วกว่าของระบบ T-carrier ที่ 1.5 Mbps ดังนั้น การติดต่อจึงมีอัตราข้อมูลใกล้เคียงกับ 1.5 Mbps นอกจากอัตราข้อมูลเร็วกว่าแล้ว ข้อได้เปรียบอีกข้อของเคเบิลบนโทรศัพท์เข้าถึงอินเตอร์เน็ตคือ เป็นการเชื่อมต่อแบบต่อเนื่อง
             อุปกรณ์ที่ใช้
               1. เครื่องคอมพิวเตอร์
               2. Splitter อุปกรณ์สำหรับแยกสัญญาณ
               3. Cable Modem สำหรับแปลงสัญญาณ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายแบบ เช่น สาย LAN สำหรับการเชื่อมต่อที่มากกว่า 1 เครื่อง หรือสายต่อกับพอร์ต USB
            ประโยชน์ของการใช้ระบบเคเบิลโมเด็ม
              1.สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสัญญาณการเชื่อมต่อ
              2.มีความเร็วสูงกว่า 128 kbps
              
ภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบเคเบิลโมเด็ม (Cable Modem)
     4.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellite)   เป็นบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันใช้การส่งผ่านดาวเทียมแบบทางเดียว (One way) คือ จะมีการส่งสัญญาณมายังผู้ใช้ (download)ด้วยความเร็วสูงในระดับเมกะบิตต่อวินาทีแต่การส่งสัญญาณกลับไป หรือการอัพโหลด จะทำได้โดยผ่านโทรศัพท์แบบธรรมดา ซึ่งจะได้ความเร็วที่ 56 Kbps การใช้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอาจได้รับการรบกวนจากสภาพอากาศได้ง่าย     
         อุปกรณ์ที่ใช้
 
               1. จานดาวเทียมขนาดเล็ก

              2. อุปกรณ์รับสัญญาณจากดาวเทียมเพื่อแปลงเข้าสู่คอมพิวเตอร์

              3. โมเด็มธรรมดา พร้อมสายโทรศัพท์ คู่สาย เพื่อส่งสัญญาณกลับ (Upload)

              4. ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ในปัจจุบันมีเพียงรายเดียว คือ CS Internet ในเครื่อชิน

คอร์ปอเรชั่น


 
              2. ช่องทางการสื่อสารจะถูกรบกวนได้ง่ายจาก สภาพ ดิน ฟ้า อากาศ

              3. มีอุปกรณ์ที่มีราคาแพง

              4. การส่งข้อมูลกลับ ต้องใช้โมเด็มกับสายโทรศัพท์ซึ่งมีความเร็วตำ

              5. เสียค่าโทรศัพท์เพียงครั้งละ 3 บาท ทั่วประเทศ
 


          ข้อดี - ข้อเสีย

                   1. ความเร็วในการรับข้อมูลสูง
            
             2. ช่องทางการสื่อสารจะถูกรบกวนได้ง่ายจาก สภาพ ดิน ฟ้า อากาศ

             3. มีอุปกรณ์ที่มีราคาแพง

             4. การส่งข้อมูลกลับ ต้องใช้โมเด็มกับสายโทรศัพท์ซึ่งมีความเร็วต่ำ

             5. เสียค่าโทรศัพท์เพียงครั้งละ 3 บาท ทั่วประเทศ

ภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellite)
 
           5. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบวงจรเช่า ( Leascd Line) การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Leascd  Line จะเหมาะกับการใช้งานสำหรับองค์กร สถาบันการศึกษา หรือระบบธุรกิจต่างๆ ที่มีผู้ใช้บริการอิน เทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก โดยไม่ต้องหมุนโทรศัพท์เข้าไปยังศูนย์บริการอินเทอร์เน็ต เพราะการเชื่อมต่อ แบบ Leascd Line จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 24 ชั่วโมง  ค่าใช้จ่ายในการเช่าจะต้องจ่ายเป็นรายเดือน โดยจะเสียค่าบริการตามความเร็วที่เช่าสายสัญญาณ เป็นอัตราเดียวกันทุกเดือน และไม่ต้องเสียค่าบริการตามชั่วโมงการใช้งานอีก เปรียบเสมือนการเหมาจ่ายค่าบริการ การเชื่อมต่อแบบ Leascd Line จะเป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบถาวร ในขณะที่การเชื่อมต่อแบบ Dial-up จะเป็นการเชื่อมต่อแบบชั่วคราวผ่านทางสายโทรศัพท์ ดังนั้น การเชื่อมต่อรูปบบนี้จะไม่ต้องใช้หมายเลขโทรศัพท์ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สามารถใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องโทรเข้าที่ศูนย์ให้บริการอินเทอร์เน็ตในองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก จะนิยมการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในรูปแบบนี้ เพราะสามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่จำกัดปริมาณการใช้งานและสามารถบริหารจัดการ Account ของผู้ใช้ในองค์กรได้ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาต่างๆ จะต้องให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรในหน่วยงาน เพื่อค้นหาความรู้ หรือ เพื่อรับส่งข้อมูล ทั้งด้านการเรียนการสอนและการทำงานก็สามารถที่จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Leascd Line แต่อาจจะบริหารการจัดการโดยจัดแบ่งเป็นการเชื่อมต่อสำหรับงานบริหารภายในองค์กร และสำหรับการใช้งานด้านการเรียนการสอนเพื่อที่จะแยกกลุ่มผู้ใช้ ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถดูและความเหมาะสม หรือขอบเขตสำหรับการใช้งานใรแต่ละกลุ่มได้

ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Leascd Line
             1. ค่าบริการแรกเช่า ( Start Up Fee ) จะเท่ากับค่าบริการรายเดือน 1 เดือน โดยจะเสียค่าบริการแรกเข้าเพียงครั้งแรกของการใช้บริการเท่านั้น
             2. ค่าบริการอินเทอร์เน็ตรายเดือน ( Internet Access ) ขึ้นอยู่กับความเร็วที่ต้องการสำหรับการใช้
งาน โดยจะต้องจ่ายค่าบริการทุกเดือนในอัตราเดียวกัน
             3. ค่าเช่าคู่สาย Leascd Line ( Media ) ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะต้องจ่ายเป็นรายเดือน
             4. ค่าติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และค่าอุปกรณ์สำหรับการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย LAN ภายในองค์กร
          อุปกรณ์ที่ใช้
            1. ระบบเครือข่าย LAN ภายในองค์กร
            2. อุปกรณ์พื้นฐาน คือ Routre และ Modem ( Synchronous Modem ใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่าง
คู่สาย Leascd Line กับ Router)
            3. องค์กรจะต้องทำสัญญาเพื่อขอเช่า Leascd Line กับผู้ให้บริการ ได้แก่ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย บริษัทเทเลคอมเอเชีย บริษัท TT&T บริษัท UCOM และ บริษัท Data Net

การเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ( ISP )
          ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Service Provider ( ISP ) คือ หน่วยงาน หรือองค์กรที่ให้บริการในการเชื่อมต่อในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคล หรือคอมพิวเตอร์ในหน่วยงาน ปัจจุบันมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมากมายที่เราสามารถเลือกการบริการได้ ทำให้เกิดผลดีต่อผู้ บริโภคในการทีจะพิจารณาเลือกใช้บริการกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต โดยวิธีการหลักที่ควรคำนึงถึง ดังต่อไปนี้
          1. ความน่าเชื่อถือ การสมัครเป็นสมาชิกเพื่อขอใช้บริการจากผู้ให้บริการจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตนั้นเปรียบเสมือนการซื้อบริการในสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ ดัวนั้น ควรจะพิจารณาว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบริษัทนั้นมีความน่าเชื่อถือในการให้บริการมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะสามารถหาข้อมูลได้โดยการสอบถามจากผู้เคยใช้บริการโดยตรง หรือบุคคลที่อยู่ใน Newsgroups Online

          2. ประสิทธิภาพของระบบ โดยพิจราณาจากความเร็วในการรับส่งข้อมูล การเชื่อมต่อกัยสายโทรศพท์หลุดบ่อยหรือไม่ เพราะถ้าขณะใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้วสายโทรศัพท์หลุดบ่อยนั้นจะทำให้เราต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อเข้าไปใหม่ทุกครั้ง หรือในขณะที่เรากำลังทำการโอนย้ายข้อมูล และเกิดสายโทรศัพท์หลุดก็จะทำให้เราต้องเสียเวลาในการทำการโอนย้ายข้อมูลใหม่และควรพิจารณาถึงความเร็วในการเชื่อมต่อไปยังต่างประเทส และการเชื่อมต่อกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตภายในประเทศด้วย โดยเราสามารถสอบถามข้อมูลโดยตรงจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมกับการใช้งานต่อไป

          3. หมายเลขโทรศัพท์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะมีช่องทางการให้บริการด้วยโมเด็ม ดังนั้น จำนวนผู้ใช้บริการจะต้องสัมพันธ์กับหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้จัดหาไว้ เพราะถ้าหากจำนวนผู้ใช้บริการมาก แต่หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้บริการมีน้อย จะทำให้การเชื่อมต่อเพื่อขอใช้บริการอินเทอร์เน็ตทำได้ยากเพราะจะปรากฏว่าสายไม่ว่าง ทำให้ต้องเสียเวลาในการต่อสายโทรศัพท์หลายครั้ง

          4.อัตราการใช้โมเด็ม ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะต้องมีคู่สายโมเด็มเพียงพอต่อการรองรับการใช้บริการของลูกค้า โดยอัตราส่วนของลูกค้าต่อโมเด็มที่มีประสิทธิภาพนั้น จะอยู่ที่อัตราส่วน 4:1 หมายถึง โมเด็ม 1 ตัว ต่อสมาชิก 4 ราย  ถ้าอัตราส่วนของผู้ใช้มีจำนวนมากต่อโมเด็ม 1 ตัว ก็จะมีผลทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้นช้าลงตามอัตราส่วนของผู้ใช้

          5. ค่าบริการ การให้บริการอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันนี้ จะมีทั้งระบบการซื้อชั่วโมงมาใช้งาน เช่น 10, 20, 25, 30, 50, 100 ชั่วโมง เป็นต้น โดยเราสามารถเลือกซื้อตามปริมาณการใช้งานของเราได้ ซึ่งมีอายุการใช้งาน 1 ปี ต่อการติดชั่วโมงการใช้งาน 1 ปี ต่อการติดตั้งชั่วโมงการใช้งาน 1 Packer หรือการเหมาจ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งผู้ใช้บริการควรจะพิจารณาจากปริมาณการใช้งานของตนเอง เพื่อให้คุมค่าต่อปริมาณค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายไป เช่น ถ้าเลือกการเหมาจ่ายเป็นรายเดือน แต่ใน 1 สัปดาห์อาจจะใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 1 หรือ 2 วัน โดยไม่ได้ใช้สมำ่เสมอ ก็จะทำให้เราเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าปริมาณการใช้งานจริง

         6. บริการให้คำปรึกษา บางครั้งการใช้บริการอินเทอรืเน็ต ผู้ใช้บริการอาจเจอปัญหาต่างๆ เช่น ไม่สามารถเชื่อมต่อการใช้งานอินเทอรืเน็ตกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ หรือลืมรหัสผ่านในการ Login เข้าไปยังระบบ ตลอดจนสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะการใช้งานอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตควรจะมีบริการให้คำปรึกษาโดยผ่านทางศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ หรือโดยให้ผู้ใช้เข้าไปสอบถามที่เว็บไซต์ชองผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ นอกจากนี้ยังต้องสามารถให้ผู้ใช้บริการตรวจสอบข้อมูลการใช้งานของตนเองได้อีกด้วย ซึ้งข้อนี้ก็เป็นหลักสำคัญประการหนึ่งที่ผู้ใช้บริการควรจะนำไปพิจารณาเลือกการใช้งานจากผู้ให้บริการอินเทอรืเน็ต

          7. ค่าธรรมเนียมต่างๆ พิจารณาว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแต่ละแห่ง นอกเหนือจากอัตราค่าบริการแล้วมีการคิดค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีกหรือไม่

          8. บริการเสริม นอกจากการให้บริการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแล้ว ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้มีบริการเสริมอื่นๆ ให้ใช้บริการอีกหรือไม่ เช่น มีพื่นที่ว่างสำหรับการสร้าง Homepage และมี E-mail Address ให้ด้วยหรือไม่


เว็บไซต์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 
 
บริษัท INTERNET KNOWLEDGE SERVICES CENTER
     www.ji-net.com
จัสมินอินเทอร์เน็ต ในเครือข่ายจัสมิน และ TT & T

บริษัท Loxley Information Service


การติดตั้งโปรแกรมเชื่อมต่อแบบ Dial-up Connection

          เมื่อได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับการใช้งาน และเลือกผู้ให้บริการอินเทอรืเน็ตเพื่อใช้งานได้แล้วก็ต้องทำการติดตั้งโปรแกรมเชื่อมต่ออินเทอรืเน็ต โดยเป็นการใช้อินเทอรืเน็ตในรูปแบบการซื้อชั่วโมงสำหรับการใช้งานภายในบ้าน โดยใช้โทรศัพท์พื้นฐานในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นแบบ Dial-up

          ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรมเชื่อมต่อแบบ  Dial-up Connection บนระบบปฏิบัติการ Windows XP

            1. คลิกที่ Start - Settings - Control Panel

            2. เลือก Network and Internet Connections

          3.เลือก Create a connection to the network at your workplace

          4.ปรากฏหน้าจอ New Connection Wizard / Network Connection ให้คลิกที่ Dial-up connection - Next

     5. ปรากฏหน้าจอ New Connection Wizard / Connection Name อินเทอร์เน็ต (ISP) เช่น KSC และให้คลิกที่ Next


     6.ปรากฏหน้าจอ New Connection Wizard /Phone Number to Dial ให้พิมพ์หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) เช่น 044240400 และให้คลิกที่ Next 


     7. ในขั้นตอนสุดท้าย ให้เลือกที่ Add a shortcut to this connection to my desktop เพื่อสร้าง shortcut สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้ที่หน้าจอ Desktop แล้วคลิกที่ Finish

         เมื่อได้ติดตั้งโปรแกรมสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอรืเน็ตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในการใช้งานครั้งต่อไป เพียงแค่ดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนของการเชื่อมต่อบนหน้าจอ Desktop เพื่อกระทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต่อไป

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
     1. ดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนของการเชื่อมต่อบนหน้าจอ Desktop
         หรือ คลิกที่ Start - Settings - Network Connections 
     2. ปรากฏหน้าจอ Connect...
         ให้พิมพ์ Username และ Password ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะได้มาใน Password อีกก็สามารถกำหนดให่โปรแกรมจำ Password ไว้ให้ โดยเลือกคลิกที่ Save this user name and password for the following users:
         โดยในช่อง Dial จะปรากฏหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่การติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งาน แล้วให้คลิดที่ Dial เพื่อทำการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ต่อไป
     3. เมื่อทำการเชื่อมต่อเข้ากับระบบของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว จะปรากฏที่ด้านล่างของหน้าจอ Desktop เพื่อแสดงสถานะของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
         และถ้าเมื่อต้องการที่จะเข้าไปใช้งานอินเทอรืเน็ต ก็สามารถดับเบิ้ลคลิกที่โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ได้ทันที

การยกเลิกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
          เมื่อต้องการยกเลิกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ให้คลิกขวาที่......ซึ่งอยู่ด้านล่างของหน้าจอ Desktop จะปรากฏหน้าต่าง เพื่อให้เลือก Disconnect หรือถ้าต้องการให้แสดงสถานะของการเชื่อมต่อ ให้เลือกที่ Status โดยจะแสดงสถานะระยะเวลา และความเร็วในการเชื่อมต่อ

     


  

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทที่1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต


บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต



บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

ความหมายของอินเทอร์เน็ต

          อินเตอร์เน็ต  (Internet) นั้นย่อมาจากคำว่า “International    network”  หรือ  “Inter Connection  network”  ซึ่งหมายถึง  เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน  เพื่อให้เกิดการสื่อสาร  และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน  โดยอาศัยตัวเชื่อมเครือข่ายภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงเดียวกัน  นั่นก็คือ  TCP/IP Protocol  ซึ่งเป็นข้อกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย  ซึ่งโปรโตคอลนี้จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันสามารถติดต่อถึงกันได้  การที่มีระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายข่าวสารข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ โดยไม่จำกัดระยะทาง  ส่งข้อมูลได้หลายรูปแบบ  ทั้งข้อความตัวหนังสือ ภาพ และ เสียง โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนับเป็นอภิระบบเครือข่ายที่ยิ่งใหญ่มาก มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่องทั่วโลกเชื่อมต่อกับระบบ ทำให้คนในโลกทุกชาติทุกภาษาสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยไม่ต้องเดินทางไป โลกทั้งโลกเปรียบเสมือนเป็นบ้านหนึ่งที่ทุกคนในบ้านสามารถพูดคุยกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย แต่เกิดประโยชน์ต่อสังคมโลกปัจจุบันมาก

ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency)มาถึงปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี 2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication Agency)
ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2 เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก
ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้ ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี 2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบไม่ได้ จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000 เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด
สำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา
อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด


อินเทอร็เน็ตในประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2529 อาจารย์กาญจนา กาญจนสุต จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT) ร่วมกับอาจารย์โทโมโนริ คิมูระ จากสถาบันเดียวกัน ร่วมสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยอาศัย
          - โมเด็ม NEC ความเร็ว 2400 Baud
          - เครื่องคอมพิวเตอร์พีซี NEC
          - สายโทรศัพท์ทองแดง 
          โดยเครือข่ายที่ได้ วิ่งด้วยความเร็ว 1200 - 2400 Baud และมีเสียงดังมาก จากนั้นได้ปรับเปลี่ยนไปใช้บริการไทยแพค ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้เทคโนโลยี X.25 ผ่านการหมุนโทรศัพท์ไปยังศูนย์บริการของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ทำการรับส่งอีเมล์กับมหาวิทยาลัยโตเกียว และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น โดยใช้โปรแกรม UUCP ตลอดจนส่งอีเมล์ไปยังบริษัท UUNET ที่เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา และนำมาใช้กับงานของอาจารย์ และงานสอนนักศึกษาในเวลาต่อไป นับได้ว่า อาจารย์กาญจนา กาญจนสุต เป็นบุคคลแรกที่เริ่มใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์รายแรกของประเทศไทย
          
หลังจากนั้นได้มีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลีย ภายใต้โครงการ The International Development Plan (IDP) ได้ให้ความช่วยเหลือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไทยขึ้นมา ในปี พ.ศ. 2531 โดยให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางของประเทศไทยในการเชื่อมโยงไปที่เครื่องแม่ข่าย ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และตั้งชื่อโครงการนี้ว่า TCSNet - Thai Computer Science Network โดยมีการติดต่อผ่านเครือข่ายวันละ 2 ครั้ง จ่ายค่าใช้จ่ายปีละ 4 หมื่นบาท และใช้ซอฟต์แวร์ SUNIII ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ UNIX ประเภทหนึ่ง ที่แพร่หลายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของออสเตรเลีย (Australian Computer Science Network - ACSNet)         ซอฟต์แวร์ SUNIII เป็นโปรแกรม UNIX ที่สามารถรับส่งข้อมูลไปกลับได้เลยในการติดต่อครั้งเดียว ประกอบด้วยเครือข่ายการส่งข้อมูลระบบ Multiple Hops ทำให้แตกต่างจาก UUCP ตรงที่ผู้ใช้ไม่ต้องใส่คำสั่ง และบอกที่อยู่ของจุดหมายปลายทางผ่านระบบทางไกล เพราะเครือข่าย SUNIII สามารถหาที่อยู่ของปลายทาง และส่งข้อมูลได้เอง โปรแกรมนี้ทำงานได้ดีทั้งกับสายเช่าแบบถาวร (Dedicated Line) สายโทรศัพท์ธรรมดาที่ติดต่อแบบ Dial-up และสายที่ใช้ X.25
          
นอกจากนี้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ยังเป็นศูนย์เชื่อม (Gateway) ระหว่างประเทศไทย กับ UUNET อันส่งผลให้นักวิชาไทยทั่วไป สามารถใช้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ได้อย่างกว้างขวาง
          
ปี พ.ศ. 2534 อาจารย์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดตั้งศูนย์อีเมล์แห่งใหม่ โดยใช้โปรแกรม MHSNet และใช้โมเด็ม 14.4 Kbps (ซึ่งเร็วที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น) และทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่อง Munnari ของออสเตรเลีย กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศผ่านโปรแกรม UUCP
          
เครือข่ายแห่งใหม่นี้ ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยต่างๆ ใน TCSNet และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการเชื่อมเครือข่ายไทยสารเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่างประเทศ"
          หลังจากนั้นเนคเทค ก็ได้พัฒนาเครือข่ายอีกเครือข่ายขึ้นมา โดยใช้ X.25 รวมกับ MHSNet และใช้โปรโตคอล TCP/IP เกิดเป็นเครือข่ายไทยสาร "Thai Social/Scientific Academic and Research Network - ThaiSarn" ในปี พ.ศ. 2535
           ปลายปี 2535 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่าชื้อสายครึ่งวงจร 9.6 Kbps จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมกับ UUNET สหรัฐอเมริกา ทำให้จุฬาฯ เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่สำหรับเครือข่ายภายใต้ชื่อ ThaiNet อันประกอบด้วย AIT, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และให้สามาชิกไทยสารใช้สายเชื่อมนี้ได้โดยผ่านทางเนคเทคอีกด้วย ภายใต้ระเบียบการใช้อินเทอร์เน็ต (Appropriate Use Policy - AUP) ของ The National Science Foundation (NSF)          และปี 2537 เนคเทค ได้เช่าชื้อสายเชื่อมสายที่สอง ที่มีขนาด 64 Kbps ต่อไปยังบริษัท UUNet ทำให้มีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น จาก 200 คนในปี 2535 เป็น 5,000 คนในเดือนพฤษภาคม 2537 และ 23,000 คนในเดือนมิถุนายน ของปี 2537 ฅ
         AIT ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมภายในประเทศระหว่าง ThaiNet กับ ThaiSarn ผ่านสายเช่า 64 Kbps ของเครือข่ายไทยสาร 
        ปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลไทย เปิดบริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ โดยมีบริษัทอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศไทย จำกัด อันเป็นบริษัทถือหุ้นระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยใช้สายเช่าครึ่งวงจรขนาด 512 Kbps ไปยัง UUNet โดยถือว่าเป็นบริษัทผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตรายแรกของประเทศไทย และได้เพิ่มจำนวนจนเป็น 18 บริษัทในปัจจุบัน
แสดงเครือข่ายไทยสาร

 

แสดงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในประเทศไทย


การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต

          ยุคปัจจุบันเกิดภาวะของการแข่งขันที่สูงในทุกๆด้าน ฉะนั้น มนุษย์จึงต้องการหาสิ่งที่จะเข้ามาช่วยเพื่อความสะดวก รวดเร็ว ยิ่งขึ้น จึงทำให้เกิดการบริการมากมายบนอินเทอร์เน็ตเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน หรือในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล เช่น

การติดต่อสื่อสาร
          การสื่อสารผ่านทางอินเทอร์เน็ตเป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น
          1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)
                เป็นบริการเหมือนกับการรับ - ส่งจดหมายโดยผ่านบุรุษไปรษณีย์ แต่บุรุษไปรษณีย์ของการรับ - ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ก็คือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่ได้สมัครเป็นสมาชิกเพื่อขอให้บริการ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นั้น สามารถส่งจดหมายได้ทั้งลักษณะของข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว การ์ดอวยพร เป็นต้น
               
ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ E-mail

           2.  สนทนาออนไลน์ (Chat)
              ในเว็บไซต์ต่างๆจะมีห้องสนทนา หรือ Chat Room เพื่อนให้ได้เข้าไปพูดคุย หรือเป็นการหาเพื่อนใหม่ การบริการนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ้นซึ่งต้องการมีเพื่อนคุย เป็นการหาประสบการณ์หาความรู้ หรือแม้กระทั้งการหาเพื่อนที่รู้ใจ ก็สามารถใช้บริการนี้ได้ แต่ก็มีข่าวมากมายของการเกิดอาชญากรรมที่เนื่องมาจากการไปพบเพื่อนใหม่ซึ่งรู้จักจากการใช้บริการสนทนาออนไลน์(Chat Room)
              การสนทนาออนไลน์(Chat) เป็นการสื่อสารด้วยข้อความ โดยการพิมพ์ข้อความตอบโต้กันได้ทันที และสามารถสนทนากับหลายๆคนในเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ Chat Room

          3. การสนทนาด้วยภาพและเสียง
                นอกจากวิธีการสนทนาออนไลน์ (Chat) ที่เป็นการพิมพ์ข้อความโตตอบกันแล้วนั้นยังมีบริการที่สามารถพูดคุยเสมือนกับการใช้โทรศัพท์พูดคุยกันทั่วๆไป แต่วิธีการสนทนาชนิดนี้จะต้องมีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นมา เพื่อนเป็นการถ่ายทอดภาพและเสียง ให้คู่สนทนาสามารถสื่อสารกันได้ คือ การใช้ไมโครโฟนติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนเป็นอุปกรณ์ถ่ายทอดเสียง และการใช้กล้องติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการถ่ายทอดภาพ
               รูปแบบการสนทนาชนิดนี้ เราไม่ต้องเสียค่าบริการโทรศัพท์ในการพูดคุย เพราะเราไม่ได้ใช้บริการขององค์การโทรศัพท์ แต่เป็นการใช้บริการจากอินเทอร์เน็ตแทน จะสะดวกและประหยัดถ้าเราต้องการที่จะพูดคุยกะเพื่อน หรือครอบครัวที่อยู่ห่างไกลกัน ทำให้ได้ยินทั้งเสียงและเห็นทั้งภาพของคู่สนทนา

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการการสนทนาด้วยภาพและเสียง


          4. กระดานข่าว (Bulletin Board System : BBS)
                เป็นบริการเสมือนบอร์ดข่าวสารที่ผู้ใช้สามารถที่จะเข้าไปแลกเปลี่ยนชข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นกันได้ โดยมีหัวข้อเรื่องให้เลือกตามความสนใจของแต่ล่ะบุคคล เปรียบเสมือนเวทีแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับผู้อื่นได้ทั่วโลก ที่เรียกว่า "กลุ่มข่าว" (Newsgroup)
ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการกระดานข่าว

         5. การส่ง SMS เข้ามือถือ
              SMS : Short Message คือ การส่งข้อความเข้าไปยังเครื่องโทรศัพท์มือถือ ก็คืออีกรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารในยุคของอินเทอร์เน็ต


การศึกษา
          การท่องอินเทอร์เน็ตก็คือ การเดินเข้าไปยังห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ทีข้อมูลข่าวสารมากมายให้เราได้เข้าไปค้นหา อินเทอร์เน็ตจิงมีความสำคัญมากในโลกของการศึกษาในยุคปัจจุบันเพราะการค้นคว้าคือหัวใจของการศึกษาหาความรู้ ซึ่งบางครั้งข้อมูลต่างๆ ที่เราค้นหาได้มาจากห้องสมุดนั้นยังอาจไม่เพียงพอ ก็สามารถเข้าไปใช้บริการของอินเทอร์เน็ตเพื่อท่องเข้าไปในห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้เราได้ข้อมูลที่มากมายและทันสมัย โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปยังห้องสมุดต่างๆ เหล่านั้น ก็สามารถที่จะหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
              สถาบันการศึกษาต่างๆ ก็ได้จัดทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หลักสูตรกิจกรรม แม้กระทั้งการให้บริการทางการศึกษาแก่บุคคลทั่วไป จะทำให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทำได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยไม่จำกัดขอบเขตการรับรู้ข้อมูลเฉพาะกลุ่มบุคคลเท่านั้น
             อินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในด้านการศึกษาอย่างมากมาย แม้กระทั่งการแจ้งข้อมูลข่าวสาร การส่งงานของนักศึกษากับอาจารย์ ก็จะผ่านทางอินเทอร์เน็ตซึ่งมีการบริการหลายรูปแบบ เช่น

             1. การเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning) 
                 เป็นรูปแบบการเรียนการสอนผ่านทางอินเทอร์เน็ต จะมีมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่ได้จัดตั้งรูปแบบการสอนชนิดนี้ขึ้นมา เพื่อให้บริการแกนักศึกษาที่อยูต่างประเทศได้มีโอกาสเข้าศึกาาในมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเรียนยังมหาวิทยาลัยโดยตรง แต่สามารถเรียน พูดคุยกับอาจารย์ ส่งงาน รวมทั้งการสอบ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งการเรียนการสอนทางไกล จัดว่าเป็นระบบการศึกษารูปแบบใหม่

            2. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning)
                บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ มีประโยชน์ในการเข้าไปค้นคว้า หรือศึกษาเพิ่มเติม หรือแม้กระทั่งการเรียนซ้ำนอกเหนือจากภายในห้องเรียนแล้ว หรือการเรียนในเนื้อหาที่สนใจ แต่สามารถเรียนได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือต้องการเรียนเมื่อไรก็สามารถที่จะทำได้

           3. ห้องสมุดเสมือน (Virtual Library)
               เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าไปค้นหาข้อมูล บทความ ข่าวสาร ที่สนใจ โดยผ่านทางเครือข่ายอินยเทอร์เน็ต เป็นวิธีการที่สามารถเข้าไปถึงข้อมูลได้จากหลากหลายแหล่งข้อมูลทั่งโลก


การทำธุรกิจออนไลน์ (E-Commerce)
              เมื่ออินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันในกลุ่มคนจำนวนมากในโลก ซึ่งได้ใช้บริการต่างๆ ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ก็จะมีรบริการ ซื่อ - ขาย สินค้าบนอินเทอร์เน็ต นับเป็นการบริการอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม และปัจจุบันก็ได้ขยายระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นระบบการค้า หรือการตั้งร้านค้าบนอินเทอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นที่จะต้อมมีเงินลงทุนสูง ไม่จำเป็นที่จะต้องมีสถานที่ และไม่จะเป็นที่จะต้องใช้พนักงานในการดำเนินงาน ก็สามารถเปิดการค้าบนอินเทอรืเน็ตได้

ข่าวสารประจำวัน
          ปัจจุบันเราสามารถอ่านข่าวสารได้จากอินเทอร์เน็ต เนื่องจากหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวต่างๆ ได้นำเสนอข่าวสารทั้งรายวัน รายสัปดาห์ ผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้บริการมีความสะดวกในการติดตามข่าวสาร

การท่องเที่ยว
             การท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เราสามารถค้นหารายละเอียดในการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ โรงแรม ร้านอาการ บริษัทนำเที่ยว หรือเส้นทางในการเดินทาง แผนที่ สายการบิน สถานีขนส่ง ทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์มากมายทำให้สามารถวางแผนในการเดินทางได้สะดวกและถูกต้อง

ความรู้ด้านสุขภาพ
         ปัญหาด้านสุขภาพเป็นปัญหาสำคัญในการดำรงชีวิต ในปัจจุบันนี้ก็มีเว็บไซต์มากมายที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคเอดส์ เป็นต้น โรงพยาบาลต่างๆ ก็นำนานาสาระด้านสุขภาพและเผยแพร่ข้อมูลความรู้ด้านวิชาการ รวมถึงการตอบปัญหาด้านสุขภาพ ก็สามารถดำเนินการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้

ความบันเทิง
            ความบันเทิงบนอินเทอร์เน็ตสามารถหาได้มากมาย ทั้งดูหนัง ฟังเพลง คาราโอเกะ สถานีวิทยุออนไลน์ เรื่องราวข่าวสารในวงการบันเทิงทั่วโลก เว็บไซต์ของภาพยนต์ และโรงภาพยนต์ รวมถึงการจองตั๋วชมภาพยนต์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แม้แต่การเล่นเกมส์ออนไลน์ การตรวจดวงชะตาราศี หรือการดูข้อมูลรายการบันเทิงที่สามารถหาได้อย่างง่ายดายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

การสมัครงาน
         วิธีการหางานในอดีตนั้นต้องซื้อหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับการสมัครงาน หรือการติดประกาศต่างๆ แต่ในยุคปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านการสมัครงาน โดยรวบรวมตำแหน่งงานวางไว้ให้เลือกตามความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล และทางบริษัทก็สามารถที่จะสมัครงานผ่านทางอินเทอร์เน็ตไดเโดยไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปสมัครงานด้วยตนเอง

ธุรกรรมด้านธนาคารและการลงทุน
          ถ้าต้องการลงทุนในกิจกรรมใดก็ตามสามารถที่จะสอบถามข้อมูลของการลงทุน แหล่งเงินทุน ซึ่งมีธนาคารมากมายที่จัดทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อนให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน จะเป็นการนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ และสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบข้อมูลของแต่ละธนาคารได้ก่อนที่จะเข้าไปทำธุรกรรมต่างๆ รวมถึงการดำเนนการประมูลทรัพย์สินผ่านทางธนาคาร ก็จะสามารถตรวจสอบรายละเอียดของทรัพย์สินก่อน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจประมูลสินค้าชนิดนั้นๆ ได้ นี่คืออีกแนวทางในการใช้บริการบนอินเทอร์เน็ต

บริการอื่นๆ
          ยังมีบริการที่ได้รับความนิยมอีกมากมาย เช่น แฟชั่น การเมือง ศาสนา ดาราศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม กฬา เป็นต้น
         

ประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ต
[internet.jpg]
          อินเทอรืเน็ตเป็นเทคโนโลยีในการสื่อสารที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ แต่เป็นลักษณะของการสื่อสารที่ผ่านทางคอมพิวเตอร์ และช่องทางการสื่อสารชนิดต่างๆ ไม่ได้เป็นการสื่อสารจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งโดยตรง จึงทำให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษในการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตได้

ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
          1. สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ทั่วโลก
          2. สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้ เสมือนกับเราได้เข้าไปนั่งในห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ให้สามารถเลือกได้ตามความต้องการ
          3. เปรียบเสมือนเวทีให้เข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ภายในห้องสนทนา (Chat Room) และกระดานข่าว (Web Board) เป็นการเปิดโลกกว้าง และวิสัยทัศน์ในเรื่องที่สนใจ
          4. สามารถติดต่อความเคลื่อนไหว ข่าวสาร จากทั่วโลกด้อย่างรวดเร็ว
          5. สามารถเปิดการค้าได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องหาสถานที่จัดตั้งร้านและพนักงานบริการแต่สามารถทำการค้าได้ด้วยตนเองคนเดียว และสามารถเปิดการขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง
          6.สามารถซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเดินทางไปยังร้านค้า แต่สามารถสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ให้บริการ การชำระเงินก็สะดวก เช่น ชำระผ่านทางบัตรเครดิต การหักเงินผ่านธนาคาร และทางไปรษณีย์
          7. สามารถรับ-ส่ง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยเป็นการส่งจดหมายที่ไม่ต้องเสียค่าบริการ และสามารถรับ-ส่ง จดหมาย ได้ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากจดหมายที่เป็นข้อความแล้ว ยังสามารถส่งบัตรอวยพรในเทศกาลต่างๆได้อีก โดยไม่ต้องเสียเงินในการซื้อบัตรอวยพร
         8. สามารถอ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์ บทความ และเรื่องราวต่างๆ ได้ฟรี เหมือนกับเราซื้อหนังสือฉบับนั้นมาอ่านเอง
         9. สามารถติดประกาศข้อความต่างๆ ที่ต้องการประกาศให้ผู้อื่นได้ทราบ เช่น ประกาศขายบ้าน ประกาศรับสมัครงาน ประกาศขอความช่วยเหลือ เป็นต้น
         10. มีบริการฟรีอีกมากมายที่สามารถใช้ได้จากอินเทอร์เน็ต เช่น รูปภาพ เพลง ภาพเคลื่อนไหว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ พื้นที่สำหรับสร้างเว็ยไซต์ ดูหนัง เกม เป็นต้น


โทษของอินเทอร์เน็ต
         1. อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายขนานใหญ่ที่มีผู้คนมากมายได้เข้าไปใช้บริการ เป็นเวทีที่เปิดกว้างและให้อิสระกับทุกคนได้เข้ามาเขียนข้อมูล หรือติดประกาศต่างๆ โดยปราศจากการกลั่นกรองที่ดี ทำให้ข้อมูลที่ได้รับไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นข้อมูลที่เป็นความจริงหรือไม่
             2. เกิดปัญหาของการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น การดาวน์โหลดเพลง หรือรูปภาพ มารวบรวมขาย หรือที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งคือ การตัดต่อรูปภาพบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียง ให้กลายเป็นภาพที่ส่อในทางอนาจารมาเผยแพร่ ทำให้บุคคลเหล่านั้นเสียหาย
             3. ก่อให้เกิดปัญหาด้านอาชญากรรมจากการเล่นอินเทอร์เน็ต เช่น การล่อลวงหญิงไปในทางที่มิดี โดยรู้จักกันผ่านทางอินเทอร์เน็ต การก่อคดีข่มขืน เนื่องจากเว็บไซต์โป๊
             4. ก่อให้เกิดปัญหาการหมกมุ่นของเยาวชนที่เข้าไปในเว็บไซต์ที่ไม่มีประโยชน์ จดทำให้เกิด "โรคติดอินเทอร์เน็ต" (Webaholic) ซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อตนเองและสังคม

โรคติดอินเทอร์เน็ต         
       โรคติดอินเทอร์เน็ต (Webaholic) เป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S Young ได้ศึกษาและวิเคราะห์ไว้ว่า บุคคลใดที่มีอาการดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 ประการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี แสดงว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต
         - รู้สึกหมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต
         - มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตได้
         - รู้สึกหงุดหงิดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง หรือหยุดใช้
         - คิดว่าเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
         - ใช้อินเทอร์เน็ตในการหลีกเลี่ยงปัญหา
         - หลอกคนในครอบครัว หรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตของตนเอง
         - มีอาการผิดปกติเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต เช่น หดหู่ กระวนกระวาย
        ซึ่งอาการดังกล่าว ถ้ามีมากกว่า 4 ประการในช่วง 1 ปี จะถือว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย
ทั้งการกิน การขับถ่าย และกระทบต่อการเรียน สภาพสังคมของคนๆ นั้นต่อไป
 

         เทคโนโลยีที่ทันสมัย แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกได้มากเพียงใดก็ตาม สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงก็คือ เทคโนโลยีทุกอย่างมีจุดเด่นและข้อด้อยของตนทั้งสิ้น ทั้งที่มาจากตัวเทคโนโลยีเอง และมาจากปัญหาอื่นๆ เช่น บุคคลที่มีจุดประสงค์ร้าย ในโลก cyberspace อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาหลักที่นับว่ายิ่งมีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้น ประมาณกันว่ามีถึง 230% ในช่วงปี 2002 และแหล่งที่เป็นจุดโจมตีมากที่สุดก็คือ อินเทอร์เน็ต นับว่ารุนแรงกว่าปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ หน่วยงานทุกหน่วยงานที่นำไอทีมาใช้งาน จึงต้องตระหนักในปัญหานี้เป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องลงทุนด้านบุคลากรที่มีความ
เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย ระบบซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม และประเมินผลที่ต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
         แต่ไม่ว่าจะมีการป้องกันดีเพียงใด ปัญหาการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ก็มีอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ระบบการโจมตีที่พบบ่อยๆ ได้แก่
 - Hacker & Cracker อาชญากรที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสังคมไอทีเป็นอย่างยิ่ง
         - บุคลากรในองค์กร หน่วยงานใดที่ไล่พนักงานออกจากงานอาจสร้างความไม่พึงพอใจให้กับพนักงานจนมาก่อปัญหาอาชญากรรมได้เช่นกัน
         - Buffer overflow เป็นรูปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด แต่ทำอันตรายให้กับระบบได้มากที่สุด โดยอาชญากรจะอาศัย
ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ และขีดจำกัดของทรัพยากรระบบมาใช้ในการจู่โจม การส่งคำสั่งให้เครื่องแม่ข่ายเป็นปริมาณมากๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้เครื่องไม่สามารถรันงานได้ตามปกติ หน่วยความจำไม่เพียงพอ จนกระทั่งเกิดการแฮงค์ของระบบ เช่นการสร้างฟอร์มรับส่งเมล์ที่ไม่ได้ป้องกัน ผู้ไม่ประสงค์อาจจะใช้ฟอร์มนั้นในการส่งข้อมูลกระหน่ำระบบได้
         - Backdoors นักพัฒนาเกือบทุกราย มักสร้างระบบ Backdoors เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งหากอาชญากรรู้เท่าทัน ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Backdoors นั้นได้เช่นกัน
         - CGI Script ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมมากในการพัฒนาเว็บเซอร์วิส มักเป็นช่องโหว่รุนแรงอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน
         - Hidden HTML การสร้างฟอร์มด้วยภาษา HTML และสร้างฟิลด์เก็บรหัสแบบ Hidden ย่อมเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้กับอาชญากรได้เป็นอย่างดี โดยการเปิดดูรหัสคำสั่ง (Source Code) ก็สามารถตรวจสอบและนำมา
ใช้งานได้ทันที
         - Failing to Update การประกาศจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ เพื่อให้ผู้ใช้นำไปปรับปรุงเป็นทางหนึ่งที่อาชญากร นำไป
จู่โจมระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้เช่นกัน เพราะกว่าที่เจ้าของเว็บไซต์ หรือระบบ จะทำการปรับปรุง (Updated) ซอตฟ์แวร์ที่มีช่องโหว่นั้น ก็สายเกินไปเสียแล้ว
         - Illegal Browsing ธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ย่อมหนีไม่พ้นการส่งค่าผ่านทางบราวเซอร์ แม้กระทั่งรหัสผ่านต่างๆ ซึ่งบราวเซอร์บางรุ่น หรือรุ่นเก่าๆ ย่อมไม่มีความสามารถในการเข้ารหัส หรือป้องกันการเรียกดูข้อมูล นี่ก็เป็นอีกจุดอ่อนของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นกัน
         - Malicious scripts จะมีการเขียนโปรแกรมไว้ในเว็บไซต์ แล้วผู้ใช้เรียกเว็บไซต์ดูบนเครื่องของตน อย่างมั่นใจ
หรือว่าไม่เจอปัญหาอะไร อาชญากรอาจจะเขียนโปรแกรมแฝงในเอกสารเว็บ เมื่อถูกเรียก โปรแกรมนั้นจะถูกดึงไปประมวลผลฝั่งไคลน์เอ็นต์ และทำงานตามที่กำหนดไว้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ใช้จะไม่ทราบว่าตนเองเป็นผู้สั่งรันโปรแกรมนั้นเอง
         - Poison cookies ขนมหวานอิเล็กทรอนิกส์ ที่เก็บข้อมูลต่างๆ ตามแต่จะกำหนด จะถูกเรียกทำงานทันทีเมื่อมีการเรียกดูเว็บไซต์ที่บรรจุคุกกี้ชิ้นนี้ และไม่ยากอีกเช่นกันที่จะเขียนโปรแกรมแฝงอีกชิ้น ให้ส่งคุกกี้ที่บันทึกข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้ส่งกลับไปยังอาชญากร
         - ไวรัสคอมพิวเตอร์ ภัยร้ายสำหรับหน่วยงานที่ใช้ไอทีตั้งแต่เริ่มแรก และดำรงอยู่อย่างอมตะตลอดกาล ในปี 2001
พบว่าไวรัส Nimda ได้สร้างความเสียหายได้สูงสุด เป็นมูลค่าถึง 25,400 ล้าบบาท ในทั่วโลก ตามด้วย Code Red, Sircam, LoveBug, Melissa ตามลำดับที่ไม่หย่อนกว่ากัน
         ปัญหาของโลกไอที มีหลากหลายมาก การทำนายผลกระทบที่มีข้อมูลอ้างอิงอย่างพอเพียง การมีทีมงานที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม ประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ คงจะช่วยให้รอดพ้นปัญหานี้ได้บ้าง



บัญญัติ 10 ประการ สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
 ยืน ภู่วรวรรณ ได้กล่าวถึงบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยึดถือไว้เสมือนเป็นแม่บทของการปฏิบัติ    ผู้ใช้พึงระลึกและเตือนความจำเสมอ
     1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น
     2. ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น
     3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น
     4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
     5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
     6. ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่่นมีลิขสิทธิ์
     7. ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
     8. ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
     9. ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทำของท่าน
    10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฏระเบียบ กติกา และมีมารยาท
           
             
หน่วยงานที่มีบทบาทในอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย

หน่วยที่มีบทบาทสำคัญต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย ได้แก่
                1. การสื่อสารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ผูกขาดบริการวงจรสื่อสารระหว่าประเทศ ผู้ให้ใบอนุญาต และถอดถอนสิทธิการให้บริการของบริษัทที่ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider) รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนของ ISP ทุกราย รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการจุดแลกเปลี่ยนสัญญาณภายในประเทศ
                2. ISP – Internet Service Provider หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั้ง 17 ราย (พ.2545) ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่บุคคลและองค์กรต่างๆ
                3. ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไม่หวังกำไร เช่น SchoolNet ที่ให้บริการโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ ThaiSarn ผู้ให้บริการทางวิจัยสำหรับสถานศึกษา UniNet เครือข่ายของทบวง มหาวิทยาลัยEdNet เครือข่ายของกระทรวงศึกษาธิการ และ GlNet เครือข่ายรัฐบาล
                4. THNIC ในฐานะผู้ให้บริการจดทะเบียนชื่อโดเมนสัญชาติไทย (.th) และผู้ดูแลระบบบริการสอบถามชื่อโดเมนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การดูแลของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
                5. NECTEC หรือ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานวิจัย ค้นคว้า และพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล และในฐานะผู้ให้บริการจุดแลกเปลี่ยนสัญญาณภายในประเทศ ผู้ดูแลเครือข่าย ThaiSarn SchoolNet GlNet และในฐานะคณะอนุกรรมการด้านนโยบายอินเทอร์เน็ตสำหรับประเทศไทย
                6. ผู้ให้บริการวงจรสื่อสารภายในประเทศ ซึ่งมีหลายราย เช่น การสื่อสารแห่งประเทศไทย บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทเอกชนอื่นๆ
แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ต
ในอนาคตอินเทอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น เพราะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน เพื่อทำให้งานเกิดประสิทธิภาพ
                ประเทศไทยได้มองเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำหน้าที่ดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และออกกฎหมายรองรับการทำงาน และระเบียบวิธีในการปฏิบัติงานบนอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นการป้องกันสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้หน่วยงานราชการ จัดทำรูปแบบของ E-Government เพื่อนให้ข้อมูลข่าวสาร และให้บริการแก่ประชาชน เช่น การคำนวณและชำระภาษีออนไลน์ของกรมสรรพกร งานบริการค้นทะเบียนของกระทรวงมหาดไทย และส่งเสริมให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้มากขึ้น
                แนวโน้มการลงทุนด้านธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีปริมาณคนเข้าไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นทุกวินาที และการแข่งขันทางด้านการค้าเกิดขึ้นสูง จึงต้องพยายามหาวิธีเข้าถึงประชาชน เป็ฯการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การจองตั๋วเครื่องบิน การซื้อขายหุ้นธนาคารออนไลน์ การซื้อ-ขาย สินค้า เป็นต้น
                อินเทอร์เน็ตจึงเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้กับธุรกิจด้านต่างๆ ที่มิได้มีการซื้อ-ขายสินค้าเฉพาะภายในประเทศ แต่สามารถขยายการค้าได้ทั่วโลก โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต